3 ปี/คำขอบคุณ/บอย..ปกรณ์

posted on 29 Feb 2012 11:49 by tawanlalla  in Cancer  directory Diary
การมาเที่ยวและพักผ่อนในเมืองหลวงครั้งนี้.. ไม่มีเหตุผลใดที่พิเศษ นอกจากการทำตามใจตัวเองเพื่อตามหาความสุข อยากเที่ยวก็เที่ยว อยากทำอะไรก็ทำ เคยบอกกับเพื่อนหลายครั้งเหมือนกันว่า "ฉันนี่แหละ ผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก" เพื่อนก็ทำหน้างง ๆ ว่าป่วยแล้วมีความสุขอย่างไร อาจเป็นเพราะความสุขของฉันเป็นเพียงเรื่องง่าย ๆ ที่หาได้ในชีวิตประจำวัน ได้ฟังเพลงที่ตัวเองชอบ ได้กินอะไรอร่อย ๆ หรือแม้แต่การคิดถึงใครบางคน เพราะฉันไม่เคยรอความสุขจากวันพรุ่งนี้ มีเพียงวันนี้และความทรงจำในวันวานที่หล่อเลี้ยงจิตใจ
 

 
27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบผ่าตัด จากวันนั้นก็ 3 ปีแล้วสินะ 3 ปีที่ชีวิตไม่มีอะไรเหมือนเดิม (นอกจากใจ) ร่างกายที่มีแผลจากการผ่าตัดเต็มไปหมด ลิ้นที่ขยับไม่ได้ พูดก็พูดไม่ชัด กินข้าวก็เคี้ยวอย่างลำบาก เรียนรู้การใช้ชีวิตในแบบนี้มานานพอสมควร ปรับตัวและยอมรับ ฉันคงสอบผ่านในบททดสอบของคนที่เป็นมะเร็งที่ลิ้นเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ที่ป่วยเหมือนกันกับฉัน เพียงแต่ฉันไม่รู้จักพวกเขา ทุกคนอวยพรให้ฉันมีปีที่ 4 ที่ 5 และปีต่อ ๆ ไป
 
เป็นคนที่ยอมรับในเหตุผล และไม่เคยโกหกความรู้สึกตัวเอง
 
วันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อนสนิทได้พาไปเที่ยวทะเล เราขับรถกันไป ความจริงการมากรุงเทพครั้งนี้ตั้งใจว่าจะไปร่วมงานบอลนะ แต่ถามคุณนักบอล วุฒิชัย ทาทอง แล้วพบว่าไม่ได้ลงเล่นให้ทางฝั่งจุฬาฯ ฉันก็เลยไม่ได้ไป (วุฒิชัยเป็นนักฟุตบอลที่ชื่นชอบ เขาเคยโทรมาให้กำลังใจตะวันก่อนเข้าโรงพยาบาล เขาช่วยให้ตะวันทำใจได้ง่ายขึ้นเยอะ) เราเลยจัดทริปไปเที่ยวเกาะล้านกัน เพื่อนคนหนึ่งถามว่า "ตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง" ฉันก็ตอบไปว่า "ก็ดีนะ ยังไม่ recurrent แต่บอกไม่ได้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง ต้องดูกันไปเรื่อย ๆ เพื่อนรุ่นเดียวกันก็ตายกันไปหมดแล้ว" เพื่อนก็อึ้งกับคำตอบที่ว่า "เพื่อนรุ่นเดียวกันตายไปหมดแล้ว" คือฉันหมายความว่าหลังจากที่ฉันรู้ว่าฉันป่วยเป็นมะเร็ง และได้มีโอกาสรู้จักกับคนที่ป่วยเหมือนกัน แล้วแต่ว่าเป็นตรงไหน ปอด ตับ หรือลิ้นเหมือนกันกับฉัน ส่วนใหญ่แล้วก็ตายกันไปหมดเลย ฉันเรียนรู้ความตายและการสูญเสียมาสักพัก และไม่เคยคิดว่าจะหายขาด สักวันเขาต้องกลับมา อยากบอกว่าฉันไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย และก็ไม่ได้มองโลกในแง่ดีจนเกินไป เพียงแต่ฉันไม่อยากทำร้ายตัวเองด้วยการคาดหวัง เพราะฉันรู้ว่าคาดหวังไปก็มีแต่จะเหนื่อยใจเปล่า ๆ สู้ยอมรับและอยู่กับเขา ใช่ชีวิตไปกับเขา ทำให้เขามีความสุข อย่างนี้ง่ายกว่าไหม..
 
ส่วนเย็นวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ ขณะอยู่คนเดียวในห้อง ในใจเริ่มคิดอะไรสนุก ๆ แล้ว ครบรอบ 3 ปี ทั้งที เราต้องให้ของขวัญที่พิเศษแก่ตัวเอง กว่าจะกล้าทำได้ ต้องนั่งแช่แป้งไปอยู่นาน แล้วก็ตัดสินใจกดเบอร์โทรศัพท์ โทรออกไปยังเลขหมายที่ไม่ค่อยกล้าโทรนัก แค่อยากได้ยินเสียงพี่ชายให้กำลังใจน้องที่กำลังป่วย.. เสียงรอสายดังไปสักพัก แล้วปลายก็รับ ฉันกรอกเสียงกลับไปว่า "สวัสดีค่ะพี่บอย หนูเองนะ น้องตะวันค่ะ" พี่ก็ทักตอบว่า "ว่าไงครับ" ฉันแสดงความจำนงบอกพี่ไปว่าพรุ่งนี้เป็นวันครบรอบผ่าตัด 3 ปีของฉัน อยากให้พี่อวยพรให้ พี่บอยก็บอกว่า "ขอให้หายเร็ว ๆ นะครับ พี่เป็นกำลังใจให้" เมื่อได้คำอวยพรแล้วฉันก็รีบพูดขอวางโทรศัพท์เนื่องจากไม่อยากรบกวนเวลาของพี่มากนัก แล้วก็ไปทวีตขอบคุณพี่บอย แต่พี่เขาคงไม่ได้อ่านหรอก แล้วก็แอบเห็นว่าพี่ทวีตบอกมีอีเว้นท์ที่ตึก United State แถว ๆ สีลม ในวันที่ 28 ซึ่งเราก็มีธุระที่ต้องไปทำแถวนั้นอยู่แล้ว ฉันต้องไปเจอพี่แล้วล่ะ..
 
 
28 กุมภาพันธ์ พี่บอย ปกรณ์
 
ซึงก็คือเมื่อวาน ฉันชวนน้องสาวที่รู้จักไปด้วย เราไปถึงบริเวณงาน Mac Jean หน้าตึก United Center สีลม ประมาณ 11 โมง ซึ่งพี่ยังไม่มา ก็เลยไปหาข้าวกินก่อน ขอสารภาพตามตรงว่าไม่เคยมาตามเชียร์พี่บอยมาก่อนเลย และคิดว่าแฟนคลับพี่ต้องเยอะมากแน่ ๆ (เพราะเป็นคนต่างจังหวัดเลยไม่มีโอกาสเจอพี่มากกว่า) ประมาณเที่ยงนิด ๆ พี่ก็เดินมาพร้อมนายแบบยีนส์ Mac ซึ่งขบวนนั้นคนยังรุมไม่เยอะ เราก็เดินไปพอดีกับที่พี่หันมามอง ยกมือไหว้แล้วพี่ก็ทักว่า "อ้าวมาได้ไง?" ใจนี่พองเท่าบอลลูนเลยค่ะ พี่บอยจำหนูได้แล้ว ดีใจมาก (ครั้งแรกเจอกันที่สนามบินอุดร วันนั้นพี่มางานอีซูซุแล้วฉันก็ไปส่งพี่ หลังจากแนะนำตัวให้พี่รู้จักว่าหนูชื่อตะวันนะคะ แล้วก็ถ่ายรูปคู่กับพี่บอยครั้งแรกในชีวิต ก็ไม่คิดว่าพี่จะจำได้ ก็ดีใจค่ะ ดีใจมาก) หลังจบงานรู้แล้วล่ะว่าคงไม่ได้ถ่ายรูปกับพี่หรือทักทายอะไร ก็เขียนจดหมายน้อยไว้ แล้วก็ยื่นให้พี่แบบรีบ ๆ ซึ่งไม่รู้ว่าพี่บอยทำหายหรือเอาไปทิ้งถังขยะแล้วก็ไม่รู้ เพราะไม่มีโอกาสจะบอกความรู้สึกให้พี่รู้ อยากขอบคุณพี่มาก แต่ทวีตหาพี่ก็เหมือนฉันพูดอยู่คนเดียว พี่ก็คงไม่ได้อ่าน.. ซึ่งจดหมายน้อยฉบับนั้นฉันเขียนไว้ว่า
 
"ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่พี่ให้หนูมานะคะ รู้มั้ยว่ามันทำให้หนูจัดการกับความรู้สึกตัวเองได้ง่ายขึ้น เหมือนการได้รู้จักกับพี่ทำให้หนูปลงได้ วันหนึ่งข้างหน้าถ้าเขากลับมา ไม่ว่าจะ recurrent หรือ metatasis หนูสัญญาว่าหนูจะไม่เสียใจ..หนูตรวจที่ รพ. ที่กรุงเทพไม่เจอ ต้องซมซานไปหาหมอที่ทันตะฯ มข. เข้าคีโมก็ arrest ไป ทำ CPR เกือบไม่รอด พี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของหนู หลังจากที่ฝันร้ายได้ผ่านพ้นไป ขอบคุณอีกครั้งสำหรับกำลังใจ..น้องตะวันฉาย"
 
หากว่าพี่ได้อ่านจดหมายนั้น อยากให้พี่บอยรู้ไว้ว่า..หนูไม่ได้เรียกความสงสารจากพี่บอยหรือใคร เพียงแค่หนูอยากบอกพี่ว่า การที่พี่โทรมาให้กำลังหนูนั้น มันช่วยให้หนูรู้สึกดีมาก และทำใจได้ดีขึ้น มันช่วยให้เรื่องยาก ๆ กลายเป็นเรื่องง่าย หากวันข้างหน้าหนูต้องเดินทางต่อไปยังอีกโลกหนึ่ง หนูจะไม่เสียใจ ไม่คร่ำครวญอ้อนวอนเพื่อขอมีชีวิตอยู่ต่อ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา หนูเป็นคนที่ยอมรับอะไรได้ง่ายเพียงแค่มีเหตุผลมารองรับและอธิบายให้หนูเข้าใจ ถ้าบอกว่าหนูไม่รอด หนูก็ยอมรับและพร้อมที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุขที่สุด อย่างวันที่คุณหมอบอกว่าหนูเป็นมะเร็งที่ลิ้นระยะสุดท้าย หนูรับฟังและไม่ร้องไห้ หนูแค่บอกคุณหมอว่า "โอเคค่ะ อาจารย์นัดวันผ่ามาได้เลย แต่ก่อนหน้านี้หนูขอไปเที่ยวก่อนนะคะ แล้วจะกลับมาผ่าตัด" เพราะฉันรู้ว่าชีวิตหลังผ่าไม่มีอะไรเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นฉันขอเที่ยวก่อนแล้วกัน
 

 
หากว่าใครจะมองว่า "กำลังใจจากพี่บอย ปกรณ์ ทำให้ฉันสู้กับโรค" ฉันอยากบอกว่า กับตัวโรคฉันไม่ได้ยี่หระอะไรใด ๆ เขาจะมาหรือเขาจะมา ฉันไม่สามารถบังคับเขาได้ การได้รู้จักกับพี่บอยทำให้ฉัน (รู้สึกว่าฉัน) สามารถจากโลกนี้ไปอย่างมีความสุขที่สุด วันหนึ่งข้างหน้าต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับฉันอยู่แล้ว เพราะ 3 ปีที่ผ่านมา ฉันไม่รู้จะหาอะไรมายึดเหนี่ยวจิตใจ เพราะการป่วยเป็นมะเร็งมันเหนื่อยมากจริง ๆ ฉันต้องแยกระหว่างร่างกายกับจิตใจ ร่างกายก็ให้อดทนต่อแผลผ่าตัด การฉายแสง และการเข้าคีโม ส่วนใจฉันก็พยายามดูและไม่ให้เสียใจ อ่อนแอและท้อแท้ กายเจ็บหรือทรมานแค่ไหน ขอใจฉันยังดีก็เป็นพอ.. ลองป่วยแบบฉันดูมั้ย? แล้วจะมีรู้ว่ากำลังใจจากพี่ชายคนนี้ มีค่ามากแค่ไหน?? :)
 
ขอบคุณพี่ต้น พี่ชายที่น่ารัก ขอบคุณที่เอ็นดูคนป่วยอย่างหนู ขอบคุณที่่ทำให้เรื่องน่ารัก ๆ แบบนี้เกิดขึ้นกับชีวิตหนู ขอบคุณที่พี่ไหว้วานให้พี่บอยโทรมาให้กำลังใจ ขอบคุณพี่ชายทั้งสองคนนะคะ :)
 
หลังจบงานอีเว้นท์แล้ว ฉันชวนน้องสาวไปสภากาชาดไทย เพื่อไปขอบริจาคโลหิต ด้วยความที่ไม่รู้และอยากทำบุญ ฉันก็ถามคุณหมอว่า "หนูบริจาคเลือดได้มั้ยคะ คือหนูผ่าตัดใหญ่มา แต่ผ่ามาได้ 3 ปีแล้วค่ะ" คุณหมอถามว่าฉันผ่าอะไรมา ฉันตอบไปว่า "CA Tongue" เพียงแค่นั้น คำตอบที่ได้รับคือ "ไม่รับบริจาคค่ะ ขอบคุณมากนะคะ หนูดูแลสุขภาพด้วยนะ" ฉันเดินออกจากห้องนั้นมาด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า.. ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกอยากร้องไห้มาก เมื่อรู้เหตุผลทีหลังจากพี่หมอฟันว่า "ตะวันยังไม่ผ่าน 5 years เค้ากลัวมันมี cell metase ตามกระแสเลือด แต่ถ้าพ้น 5 ปีนี้ไปก็การันตีได้ว่าไม่ recurrent หรือ metase แต่ถ้าเจอแสดงว่าเป็นก้อนใหม่" 
 
ฟังที่พี่หมอฟันพูดแล้วฉันควรจะรู้สึกอย่างไร เขาจะมาหรือเขาจะไปไม่เกี่่ยวกับฉันจริง ๆ สู้ฉันยอมรับและทำใจไว้ไม่ดีกว่าเหรอ นั่นเป็นเหตุผลที่อยากขอบคุณพี่บอย ปกรณ์ เป็นครั้งที่ล้าน ที่ช่วยให้ฉันจัดการกับความรู้สึกและความคิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับมะเร็ง เรื่องมันง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะว่ามั้ย?.. แค่เรายอมรับ เรียนรู้และอยู่กับเขาไป ทำให้ตัวเองมีความสุข และเขาก็จะมีความสุขด้วย
 
 
สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตที่ผ่านมา ยอมรับว่าเป็นฝันร้ายจริง ๆ
แต่การได้รับกำลังใจจากผู้ชายที่ชื่อ "บอย ปกรณ์"
เหมือนมีใครสักคนมาปลุกให้ฉันตื่น หลังจากที่นอนฝันร้ายอยู่นาน
ทำให้ฉันรู้ว่า..แม้จะผ่านเรื่องร้าย ๆ มามากมาย
แต่ก็ยังมีเรื่องดี ๆ ผ่านเข้ามาบ้าง เพราะชีวิตคงไม่เจอกับคำว่าแย่ไปทั้งหมด
ต้องมีเรื่องดี ๆ บ้างสิน่า..
 
อยากบอกว่า..ฉันนั่งเขียนเรื่องนี้ไป แล้วก็ร้องไห้ไปด้วย
อยากบอกให้แน่ใจว่า..ฉันกำลังร้องไห้ให้แก่โชคชะตา

วันคล้ายวันเกิด..

posted on 09 Feb 2012 22:35 by tawanlalla  in Cancer  directory Diary
"ถึงตอนนี้..อยากให้เข้าใจความรู้สึก ไม่ว่าจะป่วยเป็นอะไร อาจารย์จะพูดยังไง
คงไม่พ้นโรคเดียวที่เป็นได้ แต่อยากให้พูดให้คนรอบข้างฟังว่าฉัน..จะไม่เป็นอะไร
ฉันจะหาย..ในสักวัน

ฉันอยากจะอยู่รอวันนั้นจัง วันที่ฉันหายดี ภายนอกอาจยังดูร่าเริงปกติ ลึก ๆ แล้วกังวล
น้ำตาพาลจะไหลตลอดเวลา อยู่คนเดียวไม่เคยได้ ร้องไห้ตลอด..
อ่อนแอในวันที่ท้อแท้ ไม่แปลก หากจะมีความกลัว และเจ็บปวดกับคำว่า 'ทำใจ' "

No matter how strong a girl is, she has a weak point.
And sometimes, all she needs is a hug..
 
ภาวนา.. 11.51 am 08/02/52
 

"แกอยากร้องไห้มั้ย? แกร้องได้นะ ไม่มีใครว่าแกอ่อนแอหรือขี้แพ้หรอก"
สิ้นเสียงเพื่อนพูด เข่าฉันทรุดลงไปกองอยู่กับพื้น จากนั้นก็ร้องไห้
ร้องไห้อย่างคนที่รู้สึกเจ็บปวด อยู่หน้าคณะทันตแพทย์
ยังจำวันนั้นได้ดี 9 กุมภาพันธ์ 2552 วันที่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็ง (จริง ๆ)
 
นึกถึงความทรงจำวันนั้นทีไร  ปวดใจทุกครั้ง ปวดใจตรงที่ไม่มีทางเลือกให้คนอื่น โดยเฉพาะพ่อแม่และน้องชาย คำถามคือ "เป็นได้ยังไง ไหนบอกว่าแผลที่ลิ้นดีขึ้น" คือสภาพตอนนั้นมันสวนทางกับคำว่าดีขึ้นทุกอย่าง จนวันหนึ่งต้องให้เขามารับรู้ว่าแผลเล็ก ๆ ในวันนั้น จุดเริ่มต้นแค่เป็นฝ้าขาว ๆ มาวันนี้ได้กลายเป็น "มะเร็งระยะสุดท้าย" ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ของฉัน คุณจะช็อคมั้ย? วันที่ลูกสาวคุณโทรศัพท์มาบอกคุณว่าคุณทั้งสองคนต้องมาฟังผลชิ้นเนื้อที่โรงพยาบาล โดยไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าคุณได้มาทำ biopsy ไว้ เซอร์ไพ้ส์น่าดูเลย ฉันไม่โทษเขาหรอก หากว่าเขาจะร้องไห้ เหมือนโลกทั้งใบที่เคยอยู่ วันนี้มันแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ แม่ร้องไห้เหมือนจะขาดใจตายให้ได้ เห็นสภาพเขาแล้วฉันไม่กล้าร้องไห้จริง ๆ ส่วนพ่อกับน้องได้แต่เงียบ ไม่พูดจาอะไร หลังจากที่บอกให้พวกเขากลับไป และเพื่อนเห็นแล้วล่ะว่าอาการฉันไม่ค่อยดี 
 
"แกอยากร้องไห้มั้ย? แกร้องได้นะ ไม่มีใครว่าแกอ่อนแอหรือขี้แพ้หรอก" 
 
ฉันร้องไห้เพราะเหตุผลนี้เหตุผลเดียว ฉันทำให้เขาตกใจ ทั้งเพื่อน พ่อแม่ คนรู้จัก อีกหลายคน ลำพังตัวฉันไม่ได้เป็นอะไร เพราะฉันรู้ว่าวันหนึ่งฉันต้องเป็นโรคนี้ไม่ช้าก็เร็ว (ดูจากหน้าตาแผลแล้ว) พยายามจะบอกพ่อแม่ บอกเขาให้เขาใจว่า "ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงความจริงนี้ข้อนี้ได้ เมื่อวานหนูก็เป็น เพียงแต่เรารู้วันนี้ว่าเราเป็น และหนูก็จะใช้ชีวิตแบบเดิม เพราะหนูเป็นมาก่อนหน้านี้ตั้งนานเพียงแต่ยังไม่รู้ตัว และในเมื่อรู้แล้วก็ไม่เห็นมีอะไรต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม" แค่ความจริงข้อเดียวไม่ทำให้ฉันล้มหรอกน่า
 

 
ไม่แน่ใจว่าโลกของพ่อกับแม่เป็นยังไง เหมือนฟ้าถล่มลงมามั้ย? แต่โลกของฉันมันแจ่มชัดขึ้น ดูเหมือนมีความหวัง แผลที่ดูเหมือนจะไม่มีทางรักษา วันนี้จะได้มีโอกาสผ่าตัดแล้ว ความเจ็บปวดจะสิ้นลง..(โดยที่ไม่รู้ว่าอะไรรออยู่เบื้องหน้า)
 
แล้วข่าวการป่วยของตะวันก็แพร่กระจายอย่างกับไฟลามทุ่ง เพื่อนบางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ หาว่าล้อเล่นบ้าง บางคนก็โทรมาบ่นว่าทำไมไม่บอกข่าว(ร้าย)ด้วยตัวเอง ทำไม่ต้องให้รู้จากคนอื่น คืออยากบอกว่าช่วงนั้นพูดแทบไม่ได้แล้วนะ มันเจ็บที่แผลมาก แล้วก็พูดไม่ชัดด้วย
 
เศร้าวันที่รู้วันเดียว..จากนั้นก็กลับมาเปรี้ยวเหมือนเดิม ใช้ชีวิตแบบเดิม เหมือนไม่เคยเป็นมะเร็ง ทั้ง ๆ ที่กำลังเป็น แต่ก็แอบร้องไห้บ้าง..บางครั้ง ถ้าไม่ร้องเลยเดี๋ยวเขาจะหาว่าบ้า เป็นมะเร็งนะ ไม่ใช่ไข้หวัด :D
 
3 ปีแล้วสินะ เวลาผ่านไปเร็วจัง..ไม่เคยถามตัวเองหรอกนะว่า ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ในอนาคต ชีวิตฉันจะเจออะไรบ้าง นอกจากวันคล้ายวันเกิดของมะเร็งและบรรดาแผลเป็นบนตัว แต่สำหรับปีนี้ ฉันได้เจอ "น้องเจ" อย่างไงล่ะ อายุแค่ 20 ปีเอง Oropharyngeal T4N2M1 ฉายแสงครบแล้วทั้งหมด 30 แสง ตอนนี้น้องกลับมา F/U พบว่า Metastasis ไปที่กระดูกสะโพกและซี่โครง 2 ซี่ เจกำลังฉายแสงเพื่อลดอาการปวดและเตรียมตัวเข้าคีโม 6 cycles
 
น้องเจเป็นผู้ชายอารมณ์ดีคนหนึ่ง ดูจากลักษณะภายนอกแล้ว บอกได้ว่าไหว ไม่ต้องห่วง เขาสามารถจัดการกับความรู้สึกภายในได้เป็นอย่างดี โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกคนรอบข้าง จะว่าไปมันก็ไม่ดีหรอก เพราะเขาไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาเป็นคนป่วยแต่ต้องแสร้งทำว่าไม่ป่วย ที่พูดอย่างนี้เพราะรู้ดี ฉันก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน เวลาอยากร้องไห้ ต้องแอบไปร้องคนเดียว พูดคุยกับตัวเอง เพราะถ้าบ่นกับคนอื่นแล้วเขาจะกังวลไปกับเรา อีกอย่างร้อยทั้งล้านเขาไม่เข้าใจความรู้สึกเราทั้งหมดหรอก
 

 
เมื่อวานโทรไปหาน้องเจ โดยที่เพื่อนไม่กล้าโทรไป (น้องเจเป็นหลานเพื่อนสนิท) เพราะรู้สึกที่ชะล่าใจ คิดว่าเจเป็นตะคริวธรรมดาทั่วไป เพราะช่วงนึงน้องบ่นว่าปวดขา ก็เลยให้น้องกินวิตามิน โดยที่เราไม่รู้ว่า metase ไปนู่นแล้ว ไม่มีอะไรจะบอกน้องไปมากกว่านี้ "พี่อยากให้เจคิดว่าอาการที่เจรู้สึกอยู่ตอนนี้ เป็นเพียงแค่อาการปวดทั่วไป กินยาแล้วก็หาย เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เจรู้สึกปวดบังเอิญมีชื่อว่ามะเร็ง อย่าไปยึดติดกับชื่อของโรค กำลังใจสำคัญที่สุด โอเคนะ" น้องก็บอกว่าน้องใช้ชีวิตปกติ กินอิ่มนอนหลับ รู้สึกปวดก็ทานยา รู้สึกดีจังที่น้องคิดได้อย่างนี้และหวังว่าน้องจะมองโลกในแง่ดีตลอดการรักษานะ พี่เป็นกำลังใจให้ <3<3
 
"ตอนนี้ยังมีโอกาส โลกก็ยังสวยงามอยู่ ใช้ชีวิตที่มีคุณค่าเพื่อตนเองและผู้อื่นมาก็เยอะ แล้วจะกลัวอะไร เมื่อทุกวันเป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับเราแล้ว จะไปช้าไปเร็ว ก็ไม่น่าเสียดาย คนที่น่าจะต้องเสียดาย น่าจะเป็นคนที่ไม่เคยได้รู้จักหรือสัมผ้สกับน้ำหวานเลยมากกว่า ที่จะพลาดโอกาสการแชร์ความรู้สึกและทัศนคติดีๆ ต่อชีวิตกับน้ำหวานนะ พี่ว่า" อาจารย์อชิรวุธ บอกไว้.. 
 
ฉันไม่กลัวอะไร ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น..อยากบอกว่าวันนี้ฉันไม่เสียใจที่ตัวเองป่วย เพราะช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ชีวิตฉันเจออะไรมาเยอะพอสมการ ความรัก การใช้ชีวิต การมองโลก การช่วยเหลือคนอื่น บางครั้ง..ก็อยากให้คนป่วยบางคน โชคดีอย่างฉันบ้าง ไม่มากก็น้อย มองโลกในแง่ดีคือสิ่งสำคัญ 
 

 
I am the one who has to die when it's time for me to die,
so let me live my life the way I want to live it.♥