3 ปี/คำขอบคุณ/บอย..ปกรณ์
posted on 29 Feb 2012 11:49 by tawanlalla in Cancer directory Diaryการมาเที่ยวและพักผ่อนในเมืองหลวงครั้งนี้.. ไม่มีเหตุผลใดที่พิเศษ นอกจากการทำตามใจตัวเองเพื่อตามหาความสุข อยากเที่ยวก็เที่ยว อยากทำอะไรก็ทำ เคยบอกกับเพื่อนหลายครั้งเหมือนกันว่า "ฉันนี่แหละ ผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก" เพื่อนก็ทำหน้างง ๆ ว่าป่วยแล้วมีความสุขอย่างไร อาจเป็นเพราะความสุขของฉันเป็นเพียงเรื่องง่าย ๆ ที่หาได้ในชีวิตประจำวัน ได้ฟังเพลงที่ตัวเองชอบ ได้กินอะไรอร่อย ๆ หรือแม้แต่การคิดถึงใครบางคน เพราะฉันไม่เคยรอความสุขจากวันพรุ่งนี้ มีเพียงวันนี้และความทรงจำในวันวานที่หล่อเลี้ยงจิตใจ

27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบผ่าตัด จากวันนั้นก็ 3 ปีแล้วสินะ 3 ปีที่ชีวิตไม่มีอะไรเหมือนเดิม (นอกจากใจ) ร่างกายที่มีแผลจากการผ่าตัดเต็มไปหมด ลิ้นที่ขยับไม่ได้ พูดก็พูดไม่ชัด กินข้าวก็เคี้ยวอย่างลำบาก เรียนรู้การใช้ชีวิตในแบบนี้มานานพอสมควร ปรับตัวและยอมรับ ฉันคงสอบผ่านในบททดสอบของคนที่เป็นมะเร็งที่ลิ้นเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ที่ป่วยเหมือนกันกับฉัน เพียงแต่ฉันไม่รู้จักพวกเขา ทุกคนอวยพรให้ฉันมีปีที่ 4 ที่ 5 และปีต่อ ๆ ไป
เป็นคนที่ยอมรับในเหตุผล และไม่เคยโกหกความรู้สึกตัวเอง
วันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อนสนิทได้พาไปเที่ยวทะเล เราขับรถกันไป ความจริงการมากรุงเทพครั้งนี้ตั้งใจว่าจะไปร่วมงานบอลนะ แต่ถามคุณนักบอล วุฒิชัย ทาทอง แล้วพบว่าไม่ได้ลงเล่นให้ทางฝั่งจุฬาฯ ฉันก็เลยไม่ได้ไป (วุฒิชัยเป็นนักฟุตบอลที่ชื่นชอบ เขาเคยโทรมาให้กำลังใจตะวันก่อนเข้าโรงพยาบาล เขาช่วยให้ตะวันทำใจได้ง่ายขึ้นเยอะ) เราเลยจัดทริปไปเที่ยวเกาะล้านกัน เพื่อนคนหนึ่งถามว่า "ตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง" ฉันก็ตอบไปว่า "ก็ดีนะ ยังไม่ recurrent แต่บอกไม่ได้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง ต้องดูกันไปเรื่อย ๆ เพื่อนรุ่นเดียวกันก็ตายกันไปหมดแล้ว" เพื่อนก็อึ้งกับคำตอบที่ว่า "เพื่อนรุ่นเดียวกันตายไปหมดแล้ว" คือฉันหมายความว่าหลังจากที่ฉันรู้ว่าฉันป่วยเป็นมะเร็ง และได้มีโอกาสรู้จักกับคนที่ป่วยเหมือนกัน แล้วแต่ว่าเป็นตรงไหน ปอด ตับ หรือลิ้นเหมือนกันกับฉัน ส่วนใหญ่แล้วก็ตายกันไปหมดเลย ฉันเรียนรู้ความตายและการสูญเสียมาสักพัก และไม่เคยคิดว่าจะหายขาด สักวันเขาต้องกลับมา อยากบอกว่าฉันไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย และก็ไม่ได้มองโลกในแง่ดีจนเกินไป เพียงแต่ฉันไม่อยากทำร้ายตัวเองด้วยการคาดหวัง เพราะฉันรู้ว่าคาดหวังไปก็มีแต่จะเหนื่อยใจเปล่า ๆ สู้ยอมรับและอยู่กับเขา ใช่ชีวิตไปกับเขา ทำให้เขามีความสุข อย่างนี้ง่ายกว่าไหม..
ส่วนเย็นวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ ขณะอยู่คนเดียวในห้อง ในใจเริ่มคิดอะไรสนุก ๆ แล้ว ครบรอบ 3 ปี ทั้งที เราต้องให้ของขวัญที่พิเศษแก่ตัวเอง กว่าจะกล้าทำได้ ต้องนั่งแช่แป้งไปอยู่นาน แล้วก็ตัดสินใจกดเบอร์โทรศัพท์ โทรออกไปยังเลขหมายที่ไม่ค่อยกล้าโทรนัก แค่อยากได้ยินเสียงพี่ชายให้กำลังใจน้องที่กำลังป่วย.. เสียงรอสายดังไปสักพัก แล้วปลายก็รับ ฉันกรอกเสียงกลับไปว่า "สวัสดีค่ะพี่บอย หนูเองนะ น้องตะวันค่ะ" พี่ก็ทักตอบว่า "ว่าไงครับ" ฉันแสดงความจำนงบอกพี่ไปว่าพรุ่งนี้เป็นวันครบรอบผ่าตัด 3 ปีของฉัน อยากให้พี่อวยพรให้ พี่บอยก็บอกว่า "ขอให้หายเร็ว ๆ นะครับ พี่เป็นกำลังใจให้" เมื่อได้คำอวยพรแล้วฉันก็รีบพูดขอวางโทรศัพท์เนื่องจากไม่อยากรบกวนเวลาของพี่มากนัก แล้วก็ไปทวีตขอบคุณพี่บอย แต่พี่เขาคงไม่ได้อ่านหรอก แล้วก็แอบเห็นว่าพี่ทวีตบอกมีอีเว้นท์ที่ตึก United State แถว ๆ สีลม ในวันที่ 28 ซึ่งเราก็มีธุระที่ต้องไปทำแถวนั้นอยู่แล้ว ฉันต้องไปเจอพี่แล้วล่ะ..
28 กุมภาพันธ์ พี่บอย ปกรณ์
ซึงก็คือเมื่อวาน ฉันชวนน้องสาวที่รู้จักไปด้วย เราไปถึงบริเวณงาน Mac Jean หน้าตึก United Center สีลม ประมาณ 11 โมง ซึ่งพี่ยังไม่มา ก็เลยไปหาข้าวกินก่อน ขอสารภาพตามตรงว่าไม่เคยมาตามเชียร์พี่บอยมาก่อนเลย และคิดว่าแฟนคลับพี่ต้องเยอะมากแน่ ๆ (เพราะเป็นคนต่างจังหวัดเลยไม่มีโอกาสเจอพี่มากกว่า) ประมาณเที่ยงนิด ๆ พี่ก็เดินมาพร้อมนายแบบยีนส์ Mac ซึ่งขบวนนั้นคนยังรุมไม่เยอะ เราก็เดินไปพอดีกับที่พี่หันมามอง ยกมือไหว้แล้วพี่ก็ทักว่า "อ้าวมาได้ไง?" ใจนี่พองเท่าบอลลูนเลยค่ะ พี่บอยจำหนูได้แล้ว ดีใจมาก (ครั้งแรกเจอกันที่สนามบินอุดร วันนั้นพี่มางานอีซูซุแล้วฉันก็ไปส่งพี่ หลังจากแนะนำตัวให้พี่รู้จักว่าหนูชื่อตะวันนะคะ แล้วก็ถ่ายรูปคู่กับพี่บอยครั้งแรกในชีวิต ก็ไม่คิดว่าพี่จะจำได้ ก็ดีใจค่ะ ดีใจมาก) หลังจบงานรู้แล้วล่ะว่าคงไม่ได้ถ่ายรูปกับพี่หรือทักทายอะไร ก็เขียนจดหมายน้อยไว้ แล้วก็ยื่นให้พี่แบบรีบ ๆ ซึ่งไม่รู้ว่าพี่บอยทำหายหรือเอาไปทิ้งถังขยะแล้วก็ไม่รู้ เพราะไม่มีโอกาสจะบอกความรู้สึกให้พี่รู้ อยากขอบคุณพี่มาก แต่ทวีตหาพี่ก็เหมือนฉันพูดอยู่คนเดียว พี่ก็คงไม่ได้อ่าน.. ซึ่งจดหมายน้อยฉบับนั้นฉันเขียนไว้ว่า
"ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่พี่ให้หนูมานะคะ รู้มั้ยว่ามันทำให้หนูจัดการกับความรู้สึกตัวเองได้ง่ายขึ้น เหมือนการได้รู้จักกับพี่ทำให้หนูปลงได้ วันหนึ่งข้างหน้าถ้าเขากลับมา ไม่ว่าจะ recurrent หรือ metatasis หนูสัญญาว่าหนูจะไม่เสียใจ..หนูตรวจที่ รพ. ที่กรุงเทพไม่เจอ ต้องซมซานไปหาหมอที่ทันตะฯ มข. เข้าคีโมก็ arrest ไป ทำ CPR เกือบไม่รอด พี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของหนู หลังจากที่ฝันร้ายได้ผ่านพ้นไป ขอบคุณอีกครั้งสำหรับกำลังใจ..น้องตะวันฉาย"
หากว่าพี่ได้อ่านจดหมายนั้น อยากให้พี่บอยรู้ไว้ว่า..หนูไม่ได้เรียกความสงสารจากพี่บอยหรือใคร เพียงแค่หนูอยากบอกพี่ว่า การที่พี่โทรมาให้กำลังหนูนั้น มันช่วยให้หนูรู้สึกดีมาก และทำใจได้ดีขึ้น มันช่วยให้เรื่องยาก ๆ กลายเป็นเรื่องง่าย หากวันข้างหน้าหนูต้องเดินทางต่อไปยังอีกโลกหนึ่ง หนูจะไม่เสียใจ ไม่คร่ำครวญอ้อนวอนเพื่อขอมีชีวิตอยู่ต่อ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา หนูเป็นคนที่ยอมรับอะไรได้ง่ายเพียงแค่มีเหตุผลมารองรับและอธิบายให้หนูเข้าใจ ถ้าบอกว่าหนูไม่รอด หนูก็ยอมรับและพร้อมที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุขที่สุด อย่างวันที่คุณหมอบอกว่าหนูเป็นมะเร็งที่ลิ้นระยะสุดท้าย หนูรับฟังและไม่ร้องไห้ หนูแค่บอกคุณหมอว่า "โอเคค่ะ อาจารย์นัดวันผ่ามาได้เลย แต่ก่อนหน้านี้หนูขอไปเที่ยวก่อนนะคะ แล้วจะกลับมาผ่าตัด" เพราะฉันรู้ว่าชีวิตหลังผ่าไม่มีอะไรเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นฉันขอเที่ยวก่อนแล้วกัน

หากว่าใครจะมองว่า "กำลังใจจากพี่บอย ปกรณ์ ทำให้ฉันสู้กับโรค" ฉันอยากบอกว่า กับตัวโรคฉันไม่ได้ยี่หระอะไรใด ๆ เขาจะมาหรือเขาจะมา ฉันไม่สามารถบังคับเขาได้ การได้รู้จักกับพี่บอยทำให้ฉัน (รู้สึกว่าฉัน) สามารถจากโลกนี้ไปอย่างมีความสุขที่สุด วันหนึ่งข้างหน้าต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับฉันอยู่แล้ว เพราะ 3 ปีที่ผ่านมา ฉันไม่รู้จะหาอะไรมายึดเหนี่ยวจิตใจ เพราะการป่วยเป็นมะเร็งมันเหนื่อยมากจริง ๆ ฉันต้องแยกระหว่างร่างกายกับจิตใจ ร่างกายก็ให้อดทนต่อแผลผ่าตัด การฉายแสง และการเข้าคีโม ส่วนใจฉันก็พยายามดูและไม่ให้เสียใจ อ่อนแอและท้อแท้ กายเจ็บหรือทรมานแค่ไหน ขอใจฉันยังดีก็เป็นพอ.. ลองป่วยแบบฉันดูมั้ย? แล้วจะมีรู้ว่ากำลังใจจากพี่ชายคนนี้ มีค่ามากแค่ไหน?? :)
ขอบคุณพี่ต้น พี่ชายที่น่ารัก ขอบคุณที่เอ็นดูคนป่วยอย่างหนู ขอบคุณที่่ทำให้เรื่องน่ารัก ๆ แบบนี้เกิดขึ้นกับชีวิตหนู ขอบคุณที่พี่ไหว้วานให้พี่บอยโทรมาให้กำลังใจ ขอบคุณพี่ชายทั้งสองคนนะคะ :)
หลังจบงานอีเว้นท์แล้ว ฉันชวนน้องสาวไปสภากาชาดไทย เพื่อไปขอบริจาคโลหิต ด้วยความที่ไม่รู้และอยากทำบุญ ฉันก็ถามคุณหมอว่า "หนูบริจาคเลือดได้มั้ยคะ คือหนูผ่าตัดใหญ่มา แต่ผ่ามาได้ 3 ปีแล้วค่ะ" คุณหมอถามว่าฉันผ่าอะไรมา ฉันตอบไปว่า "CA Tongue" เพียงแค่นั้น คำตอบที่ได้รับคือ "ไม่รับบริจาคค่ะ ขอบคุณมากนะคะ หนูดูแลสุขภาพด้วยนะ" ฉันเดินออกจากห้องนั้นมาด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า.. ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกอยากร้องไห้มาก เมื่อรู้เหตุผลทีหลังจากพี่หมอฟันว่า "ตะวันยังไม่ผ่าน 5 years เค้ากลัวมันมี cell metase ตามกระแสเลือด แต่ถ้าพ้น 5 ปีนี้ไปก็การันตีได้ว่าไม่ recurrent หรือ metase แต่ถ้าเจอแสดงว่าเป็นก้อนใหม่"
ฟังที่พี่หมอฟันพูดแล้วฉันควรจะรู้สึกอย่างไร เขาจะมาหรือเขาจะไปไม่เกี่่ยวกับฉันจริง ๆ สู้ฉันยอมรับและทำใจไว้ไม่ดีกว่าเหรอ นั่นเป็นเหตุผลที่อยากขอบคุณพี่บอย ปกรณ์ เป็นครั้งที่ล้าน ที่ช่วยให้ฉันจัดการกับความรู้สึกและความคิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับมะเร็ง เรื่องมันง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะว่ามั้ย?.. แค่เรายอมรับ เรียนรู้และอยู่กับเขาไป ทำให้ตัวเองมีความสุข และเขาก็จะมีความสุขด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตที่ผ่านมา ยอมรับว่าเป็นฝันร้ายจริง ๆ
แต่การได้รับกำลังใจจากผู้ชายที่ชื่อ "บอย ปกรณ์"
เหมือนมีใครสักคนมาปลุกให้ฉันตื่น หลังจากที่นอนฝันร้ายอยู่นาน
ทำให้ฉันรู้ว่า..แม้จะผ่านเรื่องร้าย ๆ มามากมาย
แต่ก็ยังมีเรื่องดี ๆ ผ่านเข้ามาบ้าง เพราะชีวิตคงไม่เจอกับคำว่าแย่ไปทั้งหมด
ต้องมีเรื่องดี ๆ บ้างสิน่า..
อยากบอกว่า..ฉันนั่งเขียนเรื่องนี้ไป แล้วก็ร้องไห้ไปด้วย
อยากบอกให้แน่ใจว่า..ฉันกำลังร้องไห้ให้แก่โชคชะตา
Tags: cancer, บอย, ปกรณ์, มะเร็งช่องปาก4 Comments



