บทความนี้..ขอยกความดีความงามให้กับเพื่อนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลและให้คำปรึกษา

ตั้งแต่วันแรกที่เรา(คิดว่าเรา)ป่วยจนถึงวันนี้..วันที่เราคิดว่าตัวเองดีขึ้น(แล้วจริงๆนะ)

และ blog นี้ใช้เวลางานในการเขียน สลับกับการอ่านหนังสือ Lots of love..

 

 'เธอทำทุกอย่างเพื่อให้เธอนอนหลับ..ยกเว้นการกินยาตามที่หมอสั่ง'

ก่อนอื่นขอไม่เปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับแล้วกัน เพราะยังไงมันก็ผ่านมาแล้ว(และตอนนี้มันก็เกือบจะผ่านไปแล้วด้วย) ด้วยความที่เป็นคนขี้กังวลมากแต่เป็นคนที่กังวลไม่เข้ากับเรื่อง เรื่องราวมันก็เลยบานปลายจนทำให้ชีวิตตัวเองเดือดร้อน ถือว่าพังไปเลยก็ว่าได้ ก่อนอื่นขอขยายความคำว่าเป็นคน “ขี้กังวล” ก่อน เพื่อนบางคนอาจจะไม่รู้นอกจากเพื่อนที่สนิทกันจริงๆจะรู้ข้อนี้ดี คนอื่นจะคิดว่าเป็นคนร่าเริงอารมณ์ดีไม่มีเรื่องเครียดใช่มั้ย? คนประเภทนี้แหละเวลาที่เขาร้องไห้จะร้องไห้ดังกว่าคนอื่น อย่างตอนที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง ตอนนั้นไม่ได้กังวลเรื่องโรคนะ แฮปปี้ดีใจปนโล่งใจ ไม่ใช่ที่เป็นมะเร็งนะ แต่รู้สึกดีที่รู้ว่าป่วยเป็นอะไรมากกว่า ตอนนั้นจะกังวลว่าคนรอบข้างเขาจะรู้สึกยังไง คิดแทนก็ไม่ได้อีกเพราะไม่เคยมีเพื่อนเป็นมะเร็งมาก่อน คือแคร์มากไม่อยากให้คนอื่นเศร้า อยากเห็นคนอื่นยิ้มให้เรามากกว่าร้องไห้เพราะเรา และตอนที่ป่วยครั้งนี้ก็เช่นกัน แทนที่จะกังวลว่าจะนอนไม่หลับแต่กลับกังวลเรื่องที่จะติดหรือไม่ติดยา ชีวิตมันก็เริ่มฉิบหายตรงนี้แหละค่ะท่านผู้อ่านคะ

เรื่องเกิดตอนปลายเดือนกันยายน  2 วันก่อนเดินทางไปขอนแก่น ช่วงนั้นเริ่มมีอาการแล้ว รู้เลยว่าไม่ปกติก็รีบไปหาหมอ หมอจ่าย zolam ให้กินก่อนนอนก็หลับได้ปกติ แล้วมีช่วงที่ทำให้ไม่ได้กินยาก็เลยนอนไม่หลับ พอนอนไม่หลับก็เลยลืมวิธีนอนหลับ ก็งงก่งก๊งกับตัวเองไปพักนึง หลังจากกลับมาจากขอนแก่นก็รีบไปพบจิตแพทย์ทันที (คลินิกหมออยู่หน้าหมู่บ้าน เดินไป 3 ก้าวก็ถึง) ก่อนไป consult ก็แอบสงสารคุณหมออยู่นะ ที่เจอคนไข้แบบเรา ประโยคแรกที่ฉันพูดระหว่างหมอเขียนประวัติ คือ "การได้มาคุยกับจิตแพทย์เป็นความใฝ่ฝันของหนูอย่างนึงเลยนะคะ" หมอฟังแล้วก็หัวเราะ "ก็จริง แต่หนูควรมาคุยกับหมอตอนที่หนูเป็น ca นะ ไม่ใช่มาคุยเพราะหนูกังวลว่าหนูจะนอนไม่หลับแล้วหนูก็นอนไม่หลับ" หมอหัวเราะ ฉันก็ได้แต่ยิ้มๆ หมอจ่าย lorazepam 1 mg ให้มา 10 เม็ด แล้วอีก 7 วันมาพบคุณหมอใหม่ (จำได้ว่ากินยาไป 3 เม็ดครึ่ง)  7 วันผ่านไปกลับไปพบคุณหมอเพื่อรายงานความคืบหน้า ยาไม่พร่องและฉันก็ยังไม่ดีขึ้นเลย ไม่ได้ใกล้เคียงคำว่าดีขึ้น จะบอกหมอว่าไงดีว่ะ "บางทีหนูคิดว่าหนูอ่านพันทิปมากเกินไปค่ะ หนูเลยเครียดมากกว่าเดิม" เพราะฉันเล่นไม่กินยา กินบ้างไม่กินบ้างเพราะกลัวติดยา มีบ้างที่ไปถามเพื่อนที่เขาเคยกินยานอนหลับมากๆ ว่าทำไมถึงเลิกกินยาได้ เพื่อนตอบ “ก็กูจะท้องอ่ะ จะมีลูกก็เลยเลิกยาได้” แหม่คำตอบเพื่อนเนี่ยเล่นฉันเครียดหนักกว่าเดิมอีก อารมณ์ประมาณว่าติดยาก็ยอมเหอะเพราะชีวิตนี้หาสามีไม่ได้อยู่แล้ว  หมอจ่ายยาเพิ่มมาอีก 2 แผง เอาล่ะได้เวลาที่ต้องบอกเจี๊ยบแล้วล่ะ (นึกสภาพพอบอกเสร็จแล้วอารมณ์เดียวกันกับเวลาที่แม่ดุลูกเพราะลูกแอบทำความผิดแล้วเพิ่งมาสารภาพอ่ะ ประมาณนั้น) เจี๊ยบให้หมอ(รามา)สั่งจ่ายยาแล้วส่งไปรษณีย์มาให้ แล้วชื่อ zolpidem 10 mg ก็ทำให้ตะวันต้องกลับไปอ่านกระทู้พันทิปอีกครั้ง แล้วก็ไม่แตะยานอนหลับของเจี๊ยบเลยนะ เอาไปวางรวมกับยาตัวอื่นๆบนหัวเตียง (อันได้แก่ valian-x, G-nite รวมไปถึง circadin 2 mg และ lorazepam) คือกลัวทุกอย่าง กลัวไปหมดแต่ไม่กลัวเรื่องที่ตัวเองนอนไม่หลับ  มันเป็นประเด็นที่ทำให้เจี๊ยบอยากด่ามาก อันนี้ฉันพอรู้ตัว (ฮามาก อดทนไว้นะเจี๊ยบ แกมีเพื่อนที่หัวรั้นมาก) ชีวิตมาอยู่ในจุดที่ต้องขอเวลาจากสังคมเพื่อไปเยียวยาตัวเอง ทำตัวห่างหายจากเพื่อน(ที่มีอยู่ประมาณ 2-3คน) บ้านพี่มีตู้กับข้าวก็ไม่ได้ไปหาเลย ปิดโทรศัพท์และพยายามนอนตอนสี่ทุ่มเป็นต้นไป และช่วงนั้นบังคับตัวเองให้ไปออกกำลังกายด้วยการไปวิ่ง 4x100 เมตรเกือบทุกเย็น(ไปบ้างไม่ไปบ้าง) คือวิ่งได้ 4 เมตร จากนั้นเดินอีก 100 เมตร เดินจนกว่าจะหายเหนื่อย บางวันวิ่งไปอยู่ดีๆก็ร้องไห้ ก็ไลน์มาบอกเจี๊ยบว่า "ระหว่างโรคซึมเศร้ากับไบโพลาร์ ฉันไม่รู้อย่างไหนจะมาก่อนกัน แต่ประเด็นคือฉันเป็นมะเร็งมาแล้ว โรคอื่นฉันจะเป็นอีกไม่ได้ มันเล็กน้อยเกินไป แต่ฉันจำได้ว่าแกเคยบอกไว้ ถ้าฉันอยากร้องไห้ให้ฉันร้องเลย ฉันเลยวิ่งไปร้องไห้ไปที่สวนศรีเมือง" "แกก็กลัวทุกอย่าง กลัวการกินยาแต่ไม่กลัวการนอนไม่หลับ" พิลึกคนจริง (ตอนนั้นรู้สึกว่าเจี๊ยบใจดีมากที่ไม่ด่าสวนกลับมา) หลังๆเริ่มไม่บ่นละ เพราะบ่นเรื่องเดิม ประโยคเดิม พูดวนไป 3 รอบ (กลัวเจี๊ยบรำคาญ และเริ่มรู้สึกตัวเองเป็นภาระคนอื่น) จากนั้นก็มาโฟกัสที่เรื่องกินยา ตั้งใจว่าจะกินแค่ครึ่งเม็ดและจะกินทุกวัน ซึ่งบางวันก็ได้ผล บางวันก็กินไปเม็ดครึ่ง คือโปรแกรมการกินยารวนมาก มั่วและเลอะเทอะมาก เจี๊ยบบอกฉันเริ่มเป็นห่วงไตแกแล้วล่ะ เพราะเจี๊ยบรู้ว่าฉันเล่นกินยาทุกอย่างรวมกัน valian-x + G-nite + circadin 2 mg + lorazepam และหลังจากกลับจากเชียงใหม่ไปพบคุณหมออีก “หนูกลับมาจากเที่ยวแล้วค่ะ และชีวิตหนูก็ยังพังเหมือนเดิม” หมอก็ได้แต่บอกว่าใจเย็นๆนะ ค่อยๆกินยาให้ร่างกายได้พักผ่อนก่อนแล้วค่อยเริ่มถอยยา หนูไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวล แล้วหมอก็จ่ายยามาอีก 2 แผง คือตอนนี้มียาที่สะสมไว้เยอะมาก หลายแผงเลย ใครสนใจบอกได้นะเดี๋ยวส่งไปให้ไม่เสียค่าใช้จ่าย (คนอะไรป่วยแล้วยังใจดีมีเมตตาให้ยาคนอื่นอีก)

แล้วสัปดาห์ก่อนที่จะเดินทางไปอุดร หลังเลิกงานแวะไปซื้อ circadin แผงที่ 2 มากิน ก็เลยหยิบเอาข้อบ่งใช้มาตั้งใจอ่าน กระดาษยาวเป็นหางว่าวเลยล่ะ “ยานี้ใช้กับคนที่อายุ 55 ขึ้นและใช้ยาได้ไม่ควรเกิน 13 สัปดาห์” แย่ละ รีบบอกตัวเองเลยว่าต้องรีบหาย เพราะฉันจะทำงานหาตังมาเพื่อจ่ายค่ายาแผงละหกร้อยกว่าบาทนี่ไม่ได้อีกเช่นกัน ฉันต้องพยายามหลับให้ได้ด้วยตัวเองสิ ตอนนั้นเริ่มมีแรงฮึดละ จะหลับด้วยตัวเองอีกครั้ง  ความจริงก็เริ่มหลับได้ด้วยตัวเองบ้างแต่ก็ต้องสะดุ้งตื่นตอนตีสามตีสี่แล้วก็นอนต่อไม่หลับ จะมีบางวันที่รู้สึกเหนื่อย ไม่อยากสู้รบกับความดื้อของตัวเองก็จะกินยา lora แบบเต็มเม็ด แล้ววันที่มาถึงอุดรตอนแปดโมงครึ่ง อย่างแรกคือไลน์ไปบอกเพื่อนที่มาถึงทีหลังว่าวันนี้ขอตัวนะ เราค่อยเจอกันช่วงบ่ายๆเย็นๆ พอหลังจากเพื่อนอีกคนที่มารับที่สนามบินแล้ว “แกพาฉันเข้าบ้านก่อนนะ เมื่อคืนไม่ได้นอนเลยเพราะกลัวตกเครื่อง ตอนนี้ฉันต้องวางยาตัวเองเพื่อให้หลับ แล้วเราค่อยไปใช้ชีวิตด้วยกันช่วงบ่ายๆแล้วกันนะ” พอถึงบ้านเพื่อนนี่แทบคลานขึ้นเตียง ปล่อยให้เพื่อนนอนพื้น (ฉันพยายามบอกหลายครั้งแล้วว่าฉันไม่ถือ นอนด้วยกันก็ได้ แต่เพื่อนบอกเพื่อนถือ โอเคนอนพื้นไปนะอรัน ฮาาา)  แล้วฉันก็กิน zolpidem เข้าไป หลับได้ 3 ชั่วโมงเองมั้ง (เริ่มรู้สึกว่ายาไม่ค่อยได้ผลแล้วด้วย) หลับไปพอประทังชีวิตให้อยู่ร่วมงานแต่งเพื่อนไปจนจบและไม่ให้ตัวเองงอแง

หลังจากกลับจากอุดรเมื่อวันที่ 6 พย.ที่ผ่านมา เริ่มหลับเองได้แบบไม่ได้กิน lorazepam หรือ zolpidem เลย แต่จะมีบางคืนที่กิน valian-x บ้าง สลับกับ G-nite เพราะต้องการหลับให้ลึกและไม่ตื่นมากลางดึก นี่เขาเรียกว่าดีขึ้นใช่ม่ะ อย่าให้ฉันคิดไปเองเลยนะ ส่วนสาเหตุที่ทำไมอยู่ดีๆเริ่มหลับเองได้ จริงๆไม่ใช่ว่าเป็นคนปลงอะไรได้หรอกนะ ก็มีเหตุผลอื่นที่ทำให้เริ่มข่มตานอนหลับได้ แต่ไม่ขอบอกถึงเหตุผลนั้นเช่นกัน แล้วอยากบอกว่าชีวิตจะไม่พังนานขนาดนี้ถ้าเชื่อหมอและกินยาให้สม่ำเสมอ ที่สำคัญคือต้องยอมรับความจริง ยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วอยู่กับปัจจุบันไป และที่สำคัญมากๆคืออย่าอ่านพันทิปเยอะ ก็แค่นั้นเอง

ตลอดเวลา 49 วันที่ประสบปัญหาการนอนไม่หลับอย่างหนักหน่วง มีเพื่อนบางคนได้รับผลกระทบ มีตั้งแต่หนักมากไปจนถึงพอรับได้ จากที่ไม่เคยเห็นฉันในสภาพที่แย่แบบนี้ คุณก็จะได้เห็นและตกใจไปพร้อมๆกับเป็นห่วง ที่แย่สุดคือนั่งพิงราวร้องไห้อยู่หน้าธนาคารแห่งหนึ่งที่เซนทรัลอุดร เพราะไม่มีแรงเดินเข้าไปหาเพื่อน จนแม่บ้านเดินเข้าไปบอกเพื่อนว่า ใช่เพื่อนหรือเปล่าที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างนอก แล้วเพื่อนก็ออกมาดูพร้อมทำหน้าตกใจ ทุกวันนี้ยังรู้สึกผิดต่อเพื่อนคนนั้นอยู่นะที่ทำให้ตกใจ ก่อนจะกลับระยองก็พูดขอโทษเพื่อนหลายครั้งมากและสัญญาว่าจะไม่มาให้เจอให้สภาพนี้อีก ฮาาา ขอบคุณจิมมี่เพื่อนผู้ให้คำปรึกษาเรื่องยา ทุกวันนี้ยังไม่ได้กิน atarax ที่ซื้อมาเลย เราจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกแล้วกันนะ ขอบคุณจู+พี่เต้ย และขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงมากๆ ขอบคุณที่ให้แก้วโทรมาหา เกรงใจแก้วมากเช่นกัน (มีเดือดร้อนเพื่อนของเพื่อนด้วย) ขอบคุณและขอโทษแนนสำหรับเรื่องวันนั้น ขอบคุณอรันสำหรับการดูแลเป็นอย่างดีและ priority ขั้นสูงสุดที่มอบให้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงที่ใช้ชีวิตที่มหานครอุดร ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่านะ ขอบคุณเกียรติภูมิและพี่ตุ๊กที่คอยชวนไปกินข้าวด้วย  ขอบคุณวรุตสำหรับหนังสือธรรมะและคำแนะนำดีๆ ขอบคุณเจี๊ยบสำหรับทุกอย่างและทุกความอดทนที่ต้องใช้กับเพื่อนคนนี้ ขอบคุณใครบางคนที่ไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ แต่อยากให้เขารับรู้นะว่าฉันขอบคุณเขามากๆเช่นกัน และขอบคุณใครๆอีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยชื่อมา ณ ที่นี้ ขอบคุณมากๆค่ะ (เพราะตะวันใกล้หายเป็นบ้าแล้วค่ะ)

สุดท้ายอยากขอโทษเพื่อนทุกคนอีกครั้งที่ได้รับผลกระทบ

จากการป่วยครั้งนี้ของตะวันไง..จะใครล่ะ :)

I'm Back.

posted on 20 Aug 2016 13:05 by tawanlalla directory Diary

ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน ก่อนอื่นต้องบอกว่าดีใจมากที่ยังจำ log in และ password ได้ หลังจากพิมพ์ผิดพิมพ์ถูกไปหลายรอบ เกือบถอดใจ แต่ฉันอยากเขียน blog อีกครั้ง ฉันต้องจำให้ได้สิ 

ช่วงนี้สุขภาพดีเกินบรรยาย กุมภาปีหน้าก็ครอบ 8 ปีแล้วค่ะ ส่วนทำงานก็ใกล้ครบสามปีแล้วเช่นกัน เพราะงั้นเลยไม่ค่อยมีเวลามาบ่น แต่แอบคิดถึงการเขียน blog จริงๆ นะ คิดถึงตะวันคนเดิม ผู้ชอบบ่นอะไรใน blog คนเดียวก็ไม่รู้ ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่เมื่อก่อนแวะมาทักทายกัน พูดคุยให้กำลังใจ ขอบคุณจากใจ กลับไปอ่านคอมเม้นท์ต่างๆแล้วยิ้ม คิดถึงจริงๆ :)

กลับมาคราวนี้ไม่ได้จะมาบ่นเรื่องโรคหรอกนะ ขอบ่นเรื่องอื่นดีกว่า วันนี้วันเกิดพี่บอย ปกรณ์ ไว้เย็นๆค่อยส่งข้อความไปอวยพรเฮีย ส่วนคุณนักบอล "วุฒิชัย ทาทอง" (นี่มีแอบพาดพิง) รู้ว่าช่วงนี้เครียด เป็นกำลังใจให้นะ เรารอเจอคุณนักอลเดือนตุลาคมแล้วกัน เกมมาเยือน ptt rayong ส่วนเย็นนี้คิดว่าจะไปดูน้องชายคุณเตะบอลแทนละกัน บิ๊กแมตช์ประจำจังหวัดระหว่างระยอง เอฟซี และ ptt rayong ไปเชียร์น้องบี้ ชัยณรงค์ ทาทองบ้าง เกมสุดท้ายที่เคยดูน้องเตะคือสมัยเล่นให้อาร์มี่ วันนั้นมาเยือนบีจี ก็นานพอสมควร 

อยู่ๆก็นึกอยากเขียนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตช่วงที่ผ่านมา เพื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้าไม่อยู่แล้ว เพื่อนบางคนที่หลงเข้ามาอ่านจะคิดถึงเราบ้าง.. แล้วเจอกัน blog หน้านะคะ ขอไปคิดเรื่องราวก่อน สำหรับวันนี้ขอตัวไปดูหนังเรื่อง Nerve ก่อนแล้วกันค่ะ :)