บทความนี้..ขอยกความดีความงามให้กับเพื่อนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลและให้คำปรึกษา

ตั้งแต่วันแรกที่เรา(คิดว่าเรา)ป่วยจนถึงวันนี้..วันที่เราคิดว่าตัวเองดีขึ้น(แล้วจริงๆนะ)

และ blog นี้ใช้เวลางานในการเขียน สลับกับการอ่านหนังสือ Lots of love..

 

 'เธอทำทุกอย่างเพื่อให้เธอนอนหลับ..ยกเว้นการกินยาตามที่หมอสั่ง'

ก่อนอื่นขอไม่เปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับแล้วกัน เพราะยังไงมันก็ผ่านมาแล้ว(และตอนนี้มันก็เกือบจะผ่านไปแล้วด้วย) ด้วยความที่เป็นคนขี้กังวลมากแต่เป็นคนที่กังวลไม่เข้ากับเรื่อง เรื่องราวมันก็เลยบานปลายจนทำให้ชีวิตตัวเองเดือดร้อน ถือว่าพังไปเลยก็ว่าได้ ก่อนอื่นขอขยายความคำว่าเป็นคน “ขี้กังวล” ก่อน เพื่อนบางคนอาจจะไม่รู้นอกจากเพื่อนที่สนิทกันจริงๆจะรู้ข้อนี้ดี คนอื่นจะคิดว่าเป็นคนร่าเริงอารมณ์ดีไม่มีเรื่องเครียดใช่มั้ย? คนประเภทนี้แหละเวลาที่เขาร้องไห้จะร้องไห้ดังกว่าคนอื่น อย่างตอนที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง ตอนนั้นไม่ได้กังวลเรื่องโรคนะ แฮปปี้ดีใจปนโล่งใจ ไม่ใช่ที่เป็นมะเร็งนะ แต่รู้สึกดีที่รู้ว่าป่วยเป็นอะไรมากกว่า ตอนนั้นจะกังวลว่าคนรอบข้างเขาจะรู้สึกยังไง คิดแทนก็ไม่ได้อีกเพราะไม่เคยมีเพื่อนเป็นมะเร็งมาก่อน คือแคร์มากไม่อยากให้คนอื่นเศร้า อยากเห็นคนอื่นยิ้มให้เรามากกว่าร้องไห้เพราะเรา และตอนที่ป่วยครั้งนี้ก็เช่นกัน แทนที่จะกังวลว่าจะนอนไม่หลับแต่กลับกังวลเรื่องที่จะติดหรือไม่ติดยา ชีวิตมันก็เริ่มฉิบหายตรงนี้แหละค่ะท่านผู้อ่านคะ

เรื่องเกิดตอนปลายเดือนกันยายน  2 วันก่อนเดินทางไปขอนแก่น ช่วงนั้นเริ่มมีอาการแล้ว รู้เลยว่าไม่ปกติก็รีบไปหาหมอ หมอจ่าย zolam ให้กินก่อนนอนก็หลับได้ปกติ แล้วมีช่วงที่ทำให้ไม่ได้กินยาก็เลยนอนไม่หลับ พอนอนไม่หลับก็เลยลืมวิธีนอนหลับ ก็งงก่งก๊งกับตัวเองไปพักนึง หลังจากกลับมาจากขอนแก่นก็รีบไปพบจิตแพทย์ทันที (คลินิกหมออยู่หน้าหมู่บ้าน เดินไป 3 ก้าวก็ถึง) ก่อนไป consult ก็แอบสงสารคุณหมออยู่นะ ที่เจอคนไข้แบบเรา ประโยคแรกที่ฉันพูดระหว่างหมอเขียนประวัติ คือ "การได้มาคุยกับจิตแพทย์เป็นความใฝ่ฝันของหนูอย่างนึงเลยนะคะ" หมอฟังแล้วก็หัวเราะ "ก็จริง แต่หนูควรมาคุยกับหมอตอนที่หนูเป็น ca นะ ไม่ใช่มาคุยเพราะหนูกังวลว่าหนูจะนอนไม่หลับแล้วหนูก็นอนไม่หลับ" หมอหัวเราะ ฉันก็ได้แต่ยิ้มๆ หมอจ่าย lorazepam 1 mg ให้มา 10 เม็ด แล้วอีก 7 วันมาพบคุณหมอใหม่ (จำได้ว่ากินยาไป 3 เม็ดครึ่ง)  7 วันผ่านไปกลับไปพบคุณหมอเพื่อรายงานความคืบหน้า ยาไม่พร่องและฉันก็ยังไม่ดีขึ้นเลย ไม่ได้ใกล้เคียงคำว่าดีขึ้น จะบอกหมอว่าไงดีว่ะ "บางทีหนูคิดว่าหนูอ่านพันทิปมากเกินไปค่ะ หนูเลยเครียดมากกว่าเดิม" เพราะฉันเล่นไม่กินยา กินบ้างไม่กินบ้างเพราะกลัวติดยา มีบ้างที่ไปถามเพื่อนที่เขาเคยกินยานอนหลับมากๆ ว่าทำไมถึงเลิกกินยาได้ เพื่อนตอบ “ก็กูจะท้องอ่ะ จะมีลูกก็เลยเลิกยาได้” แหม่คำตอบเพื่อนเนี่ยเล่นฉันเครียดหนักกว่าเดิมอีก อารมณ์ประมาณว่าติดยาก็ยอมเหอะเพราะชีวิตนี้หาสามีไม่ได้อยู่แล้ว  หมอจ่ายยาเพิ่มมาอีก 2 แผง เอาล่ะได้เวลาที่ต้องบอกเจี๊ยบแล้วล่ะ (นึกสภาพพอบอกเสร็จแล้วอารมณ์เดียวกันกับเวลาที่แม่ดุลูกเพราะลูกแอบทำความผิดแล้วเพิ่งมาสารภาพอ่ะ ประมาณนั้น) เจี๊ยบให้หมอ(รามา)สั่งจ่ายยาแล้วส่งไปรษณีย์มาให้ แล้วชื่อ zolpidem 10 mg ก็ทำให้ตะวันต้องกลับไปอ่านกระทู้พันทิปอีกครั้ง แล้วก็ไม่แตะยานอนหลับของเจี๊ยบเลยนะ เอาไปวางรวมกับยาตัวอื่นๆบนหัวเตียง (อันได้แก่ valian-x, G-nite รวมไปถึง circadin 2 mg และ lorazepam) คือกลัวทุกอย่าง กลัวไปหมดแต่ไม่กลัวเรื่องที่ตัวเองนอนไม่หลับ  มันเป็นประเด็นที่ทำให้เจี๊ยบอยากด่ามาก อันนี้ฉันพอรู้ตัว (ฮามาก อดทนไว้นะเจี๊ยบ แกมีเพื่อนที่หัวรั้นมาก) ชีวิตมาอยู่ในจุดที่ต้องขอเวลาจากสังคมเพื่อไปเยียวยาตัวเอง ทำตัวห่างหายจากเพื่อน(ที่มีอยู่ประมาณ 2-3คน) บ้านพี่มีตู้กับข้าวก็ไม่ได้ไปหาเลย ปิดโทรศัพท์และพยายามนอนตอนสี่ทุ่มเป็นต้นไป และช่วงนั้นบังคับตัวเองให้ไปออกกำลังกายด้วยการไปวิ่ง 4x100 เมตรเกือบทุกเย็น(ไปบ้างไม่ไปบ้าง) คือวิ่งได้ 4 เมตร จากนั้นเดินอีก 100 เมตร เดินจนกว่าจะหายเหนื่อย บางวันวิ่งไปอยู่ดีๆก็ร้องไห้ ก็ไลน์มาบอกเจี๊ยบว่า "ระหว่างโรคซึมเศร้ากับไบโพลาร์ ฉันไม่รู้อย่างไหนจะมาก่อนกัน แต่ประเด็นคือฉันเป็นมะเร็งมาแล้ว โรคอื่นฉันจะเป็นอีกไม่ได้ มันเล็กน้อยเกินไป แต่ฉันจำได้ว่าแกเคยบอกไว้ ถ้าฉันอยากร้องไห้ให้ฉันร้องเลย ฉันเลยวิ่งไปร้องไห้ไปที่สวนศรีเมือง" "แกก็กลัวทุกอย่าง กลัวการกินยาแต่ไม่กลัวการนอนไม่หลับ" พิลึกคนจริง (ตอนนั้นรู้สึกว่าเจี๊ยบใจดีมากที่ไม่ด่าสวนกลับมา) หลังๆเริ่มไม่บ่นละ เพราะบ่นเรื่องเดิม ประโยคเดิม พูดวนไป 3 รอบ (กลัวเจี๊ยบรำคาญ และเริ่มรู้สึกตัวเองเป็นภาระคนอื่น) จากนั้นก็มาโฟกัสที่เรื่องกินยา ตั้งใจว่าจะกินแค่ครึ่งเม็ดและจะกินทุกวัน ซึ่งบางวันก็ได้ผล บางวันก็กินไปเม็ดครึ่ง คือโปรแกรมการกินยารวนมาก มั่วและเลอะเทอะมาก เจี๊ยบบอกฉันเริ่มเป็นห่วงไตแกแล้วล่ะ เพราะเจี๊ยบรู้ว่าฉันเล่นกินยาทุกอย่างรวมกัน valian-x + G-nite + circadin 2 mg + lorazepam และหลังจากกลับจากเชียงใหม่ไปพบคุณหมออีก “หนูกลับมาจากเที่ยวแล้วค่ะ และชีวิตหนูก็ยังพังเหมือนเดิม” หมอก็ได้แต่บอกว่าใจเย็นๆนะ ค่อยๆกินยาให้ร่างกายได้พักผ่อนก่อนแล้วค่อยเริ่มถอยยา หนูไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวล แล้วหมอก็จ่ายยามาอีก 2 แผง คือตอนนี้มียาที่สะสมไว้เยอะมาก หลายแผงเลย ใครสนใจบอกได้นะเดี๋ยวส่งไปให้ไม่เสียค่าใช้จ่าย (คนอะไรป่วยแล้วยังใจดีมีเมตตาให้ยาคนอื่นอีก)

แล้วสัปดาห์ก่อนที่จะเดินทางไปอุดร หลังเลิกงานแวะไปซื้อ circadin แผงที่ 2 มากิน ก็เลยหยิบเอาข้อบ่งใช้มาตั้งใจอ่าน กระดาษยาวเป็นหางว่าวเลยล่ะ “ยานี้ใช้กับคนที่อายุ 55 ขึ้นและใช้ยาได้ไม่ควรเกิน 13 สัปดาห์” แย่ละ รีบบอกตัวเองเลยว่าต้องรีบหาย เพราะฉันจะทำงานหาตังมาเพื่อจ่ายค่ายาแผงละหกร้อยกว่าบาทนี่ไม่ได้อีกเช่นกัน ฉันต้องพยายามหลับให้ได้ด้วยตัวเองสิ ตอนนั้นเริ่มมีแรงฮึดละ จะหลับด้วยตัวเองอีกครั้ง  ความจริงก็เริ่มหลับได้ด้วยตัวเองบ้างแต่ก็ต้องสะดุ้งตื่นตอนตีสามตีสี่แล้วก็นอนต่อไม่หลับ จะมีบางวันที่รู้สึกเหนื่อย ไม่อยากสู้รบกับความดื้อของตัวเองก็จะกินยา lora แบบเต็มเม็ด แล้ววันที่มาถึงอุดรตอนแปดโมงครึ่ง อย่างแรกคือไลน์ไปบอกเพื่อนที่มาถึงทีหลังว่าวันนี้ขอตัวนะ เราค่อยเจอกันช่วงบ่ายๆเย็นๆ พอหลังจากเพื่อนอีกคนที่มารับที่สนามบินแล้ว “แกพาฉันเข้าบ้านก่อนนะ เมื่อคืนไม่ได้นอนเลยเพราะกลัวตกเครื่อง ตอนนี้ฉันต้องวางยาตัวเองเพื่อให้หลับ แล้วเราค่อยไปใช้ชีวิตด้วยกันช่วงบ่ายๆแล้วกันนะ” พอถึงบ้านเพื่อนนี่แทบคลานขึ้นเตียง ปล่อยให้เพื่อนนอนพื้น (ฉันพยายามบอกหลายครั้งแล้วว่าฉันไม่ถือ นอนด้วยกันก็ได้ แต่เพื่อนบอกเพื่อนถือ โอเคนอนพื้นไปนะอรัน ฮาาา)  แล้วฉันก็กิน zolpidem เข้าไป หลับได้ 3 ชั่วโมงเองมั้ง (เริ่มรู้สึกว่ายาไม่ค่อยได้ผลแล้วด้วย) หลับไปพอประทังชีวิตให้อยู่ร่วมงานแต่งเพื่อนไปจนจบและไม่ให้ตัวเองงอแง

หลังจากกลับจากอุดรเมื่อวันที่ 6 พย.ที่ผ่านมา เริ่มหลับเองได้แบบไม่ได้กิน lorazepam หรือ zolpidem เลย แต่จะมีบางคืนที่กิน valian-x บ้าง สลับกับ G-nite เพราะต้องการหลับให้ลึกและไม่ตื่นมากลางดึก นี่เขาเรียกว่าดีขึ้นใช่ม่ะ อย่าให้ฉันคิดไปเองเลยนะ ส่วนสาเหตุที่ทำไมอยู่ดีๆเริ่มหลับเองได้ จริงๆไม่ใช่ว่าเป็นคนปลงอะไรได้หรอกนะ ก็มีเหตุผลอื่นที่ทำให้เริ่มข่มตานอนหลับได้ แต่ไม่ขอบอกถึงเหตุผลนั้นเช่นกัน แล้วอยากบอกว่าชีวิตจะไม่พังนานขนาดนี้ถ้าเชื่อหมอและกินยาให้สม่ำเสมอ ที่สำคัญคือต้องยอมรับความจริง ยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วอยู่กับปัจจุบันไป และที่สำคัญมากๆคืออย่าอ่านพันทิปเยอะ ก็แค่นั้นเอง

ตลอดเวลา 49 วันที่ประสบปัญหาการนอนไม่หลับอย่างหนักหน่วง มีเพื่อนบางคนได้รับผลกระทบ มีตั้งแต่หนักมากไปจนถึงพอรับได้ จากที่ไม่เคยเห็นฉันในสภาพที่แย่แบบนี้ คุณก็จะได้เห็นและตกใจไปพร้อมๆกับเป็นห่วง ที่แย่สุดคือนั่งพิงราวร้องไห้อยู่หน้าธนาคารแห่งหนึ่งที่เซนทรัลอุดร เพราะไม่มีแรงเดินเข้าไปหาเพื่อน จนแม่บ้านเดินเข้าไปบอกเพื่อนว่า ใช่เพื่อนหรือเปล่าที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างนอก แล้วเพื่อนก็ออกมาดูพร้อมทำหน้าตกใจ ทุกวันนี้ยังรู้สึกผิดต่อเพื่อนคนนั้นอยู่นะที่ทำให้ตกใจ ก่อนจะกลับระยองก็พูดขอโทษเพื่อนหลายครั้งมากและสัญญาว่าจะไม่มาให้เจอให้สภาพนี้อีก ฮาาา ขอบคุณจิมมี่เพื่อนผู้ให้คำปรึกษาเรื่องยา ทุกวันนี้ยังไม่ได้กิน atarax ที่ซื้อมาเลย เราจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกแล้วกันนะ ขอบคุณจู+พี่เต้ย และขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงมากๆ ขอบคุณที่ให้แก้วโทรมาหา เกรงใจแก้วมากเช่นกัน (มีเดือดร้อนเพื่อนของเพื่อนด้วย) ขอบคุณและขอโทษแนนสำหรับเรื่องวันนั้น ขอบคุณอรันสำหรับการดูแลเป็นอย่างดีและ priority ขั้นสูงสุดที่มอบให้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงที่ใช้ชีวิตที่มหานครอุดร ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่านะ ขอบคุณเกียรติภูมิและพี่ตุ๊กที่คอยชวนไปกินข้าวด้วย  ขอบคุณวรุตสำหรับหนังสือธรรมะและคำแนะนำดีๆ ขอบคุณเจี๊ยบสำหรับทุกอย่างและทุกความอดทนที่ต้องใช้กับเพื่อนคนนี้ ขอบคุณใครบางคนที่ไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ แต่อยากให้เขารับรู้นะว่าฉันขอบคุณเขามากๆเช่นกัน และขอบคุณใครๆอีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยชื่อมา ณ ที่นี้ ขอบคุณมากๆค่ะ (เพราะตะวันใกล้หายเป็นบ้าแล้วค่ะ)

สุดท้ายอยากขอโทษเพื่อนทุกคนอีกครั้งที่ได้รับผลกระทบ

จากการป่วยครั้งนี้ของตะวันไง..จะใครล่ะ :)

I'm Back.

posted on 20 Aug 2016 13:05 by tawanlalla directory Diary

ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน ก่อนอื่นต้องบอกว่าดีใจมากที่ยังจำ log in และ password ได้ หลังจากพิมพ์ผิดพิมพ์ถูกไปหลายรอบ เกือบถอดใจ แต่ฉันอยากเขียน blog อีกครั้ง ฉันต้องจำให้ได้สิ 

ช่วงนี้สุขภาพดีเกินบรรยาย กุมภาปีหน้าก็ครอบ 8 ปีแล้วค่ะ ส่วนทำงานก็ใกล้ครบสามปีแล้วเช่นกัน เพราะงั้นเลยไม่ค่อยมีเวลามาบ่น แต่แอบคิดถึงการเขียน blog จริงๆ นะ คิดถึงตะวันคนเดิม ผู้ชอบบ่นอะไรใน blog คนเดียวก็ไม่รู้ ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่เมื่อก่อนแวะมาทักทายกัน พูดคุยให้กำลังใจ ขอบคุณจากใจ กลับไปอ่านคอมเม้นท์ต่างๆแล้วยิ้ม คิดถึงจริงๆ :)

กลับมาคราวนี้ไม่ได้จะมาบ่นเรื่องโรคหรอกนะ ขอบ่นเรื่องอื่นดีกว่า วันนี้วันเกิดพี่บอย ปกรณ์ ไว้เย็นๆค่อยส่งข้อความไปอวยพรเฮีย ส่วนคุณนักบอล "วุฒิชัย ทาทอง" (นี่มีแอบพาดพิง) รู้ว่าช่วงนี้เครียด เป็นกำลังใจให้นะ เรารอเจอคุณนักอลเดือนตุลาคมแล้วกัน เกมมาเยือน ptt rayong ส่วนเย็นนี้คิดว่าจะไปดูน้องชายคุณเตะบอลแทนละกัน บิ๊กแมตช์ประจำจังหวัดระหว่างระยอง เอฟซี และ ptt rayong ไปเชียร์น้องบี้ ชัยณรงค์ ทาทองบ้าง เกมสุดท้ายที่เคยดูน้องเตะคือสมัยเล่นให้อาร์มี่ วันนั้นมาเยือนบีจี ก็นานพอสมควร 

อยู่ๆก็นึกอยากเขียนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตช่วงที่ผ่านมา เพื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้าไม่อยู่แล้ว เพื่อนบางคนที่หลงเข้ามาอ่านจะคิดถึงเราบ้าง.. แล้วเจอกัน blog หน้านะคะ ขอไปคิดเรื่องราวก่อน สำหรับวันนี้ขอตัวไปดูหนังเรื่อง Nerve ก่อนแล้วกันค่ะ :)

So many things go unsaid. #W11

posted on 01 Mar 2015 20:50 by tawanlalla directory Diary
27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ครบรอบวันผ่าตัด 6 ปี ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าคนไข้อย่างฉันสามารถอยู่รอดจนครบปีที่ 6 และเข้าสู่ปีที่ 7 โดยที่ไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งชี้ว่าจะ recurrent มะเร็งที่เคยเป็น ถ้าผ่าน 5 ปีมาได้ ตามสถิติแล้วจะถือว่าหายแล้วก็ได้ แต่จะเป็นมะเร็งตรงที่่อื่นมั้ย? อนาคต ณ ตรงนี้ค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้..ฉันคือคนนั้นแหละ..คนที่อายุน้อยที่สุดในตอนที่รู้ว่าเป็นมะเร็งช่องปาก และรอดเกิน 5 ปี ฉันคือคนไข้ในประวัติศาสตร์จริงๆ เพื่อนของอาจารย์ท่านหนึ่ง(ซึ่งขณะนี้พี่สาวกำลังป่วยเป็นมะเร็ง) ถามฉันว่า "น้องดูแลตัวเองยังไง ถึงได้รอดมาได้นานขนาดนี้" ฉันตอบไปว่า "หนูใช้ชีวิตอย่างคนปกติค่ะ" (คนปกติในที่นี้คือกิน นอน เที่ยว เล่น ทำงานอย่างคนปกติ ไม่มีคำว่าชีวจิตเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เคยออกกำลังกาย จริงๆ สาบานได้เลย) พี่เขาฟังแล้วถามอีกครั้งว่า "สรุปว่าน้องได้ป่วยเป็นมะเร็งจริงๆหรือเปล่า" ฉันได้แต่กลั้นหัวเราะ "ไม่รู้สิคะ บางทีหนูอาจจะกรรมเยอะก็ได้นะคะ ชดใช้ยังไม่หมด เลยยังไม่หลุดพ้นเสียที" :)
 
เอาล่ะ เข้าเรื่องกันได้แล้วนะ..Blog ก่อนๆ เคยเอ่ยถึงเขาแล้วล่ะ สำหรับผู้ชายคนที่ให้กำลังใจตะวันมาโดยตลอด วันนี้อยากขอบคุณเขาผ่าน Blog นี้..อีกครั้ง เพราะไม่เคยพูดความรู้สึกอะไรให้เขาฟังเลย ไม่กล้าและกลัวเขารำคาญด้วยสิ นั่นคือประเด็น 6 ปีแล้วนะที่เราต่างคนต่างรู้จักกัน และเป็นเวลา 8 ปี ถ้ารวมที่ตะวันรู้จักเขาอยู่ฝ่ายเดียว นานเหมือนกันเน้อะ กับการเป็นแฟนคลับใครสักคน ซึ่งไม่คิดว่าตัวเองจะเป็น FC ใครได้นานขนาดนี้ (ปกติไม่บ้าดาราหรือศิลปินนะ เพราะไม่ชอบดูทีวีมาก).. แต่คุณวุฒิชัย ทาทอง เป็นข้อยกเว้น :)

 
 
 
7 กุมภาพันธ์ 2558 งานฟุตบอลประเพณีจุฬา - ธรรมศาสตร์ ที่ผ่านมา ตั้งใจไปดูคุณวุฒิชัย ทาทอง เตะบอล แม้ว่าจะหาเพื่อนไปด้วยไม่ได้ก็ตาม แต่ฉันต้องไปให้ได้สิน่า (แต่บังเอิญว่าลากเพื่อนมาได้คนนึง) วันนี้คงได้เจอ แต่ว่าทุกครั้งที่เจอ ฉันไม่เคยให้ของขวัญเขาเลยนี่นา ก็เลยแอบไปขอคำแนะนำน้องสาวคนนึงว่าควรซื้ออะไรให้กอล์ฟดี น้องสาวแนะนำว่าซื้อของกินให้นาง นางน่าจะปลื้มสุด แต่ฉันอยากได้ snow ball ที่มีข้อความให้กำลังใจ แต่หาซื้อไม่ได้ เดินหานานมาก นานจนมาซื้อตั๋วดูบอลประเพณีฯไม่ทัน บัตรหมดก่อน (และก็หาซื้อของขวัญไม่ได้ด้วยนะ น่าเจ็บใจมั้ยล่ะ) ฉันได้แต่นั่งเตร่อยู่นอกสนาม ฟังเสียงเชียร์ของทั้งสองทีม มองเห็นน้องๆนิสิตถือช่อดอกไม้เดินไปเดินมา รอมอบให้กับเหล่าบรรดาคฑากรและเชียร์ลีดเดอร์ ฉันหันไปถามเพื่อนว่า "เราขอซื้อช่อดอกไม้ต่อจากน้องเขาได้มั้ย ให้ราคา 3 เท่าเลยอ่ะ จะเอาไว้ให้กอล์ฟตอนจบเกม แบบว่าฉันไม่เคยเห็นใครถือช่อบอกไม้ไปให้นักบอลที่เล่นบอลประเพณีสักคนเลยนะ" แต่ก็แค่นั้นแหละ ฉันไม่ได้ขอซื้อดอกไม้จากใครและไม่มีอะไรให้กอล์ฟ นอกจากขนมกล่องเล็กๆ 2 กล่อง 

 


 
21 กุมภาพันธ์ MTUTD vs BURIRAM
 
ฉันไปถึงสนามประมาณหกโมงกว่า ซึ่งเกมเริ่มเตะตอนทุ่มนึง ถามว่าวันนั้นคาดหวังมั้ยว่าจะได้เจอ คำตอบคือไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เจอกอล์ฟ แต่ถ้าได้เจอก็คงจะดีมากๆ ในกระเป๋าฉันมีชอกโกแลตติดตัวมาด้วย แต่แค่กล่องเล็กๆ นะ ถ้าเจอฉันคงได้ให้ชอกโกแลตไป แต่แล้วก็ไม่ได้เจอ เพราะเพื่อนที่มาด้วยกันรีบกลับ ฉันก็ไลน์บอกกอล์ฟไปแล้วล่ะว่าวันนี้ไม่ได้อยู่รอเจอนะ เอาไว้โอกาสหน้าแล้วกันเน้อะ ซึ่งไม่คิดว่าโอกาสหน้าจะมาเร็วเกินไป :)
 
28 กุมภาพันธ์ 2558 BGFC vs MTUTD
 
คือเมื่อวานนี้เอง ตามไปดูกอล์ฟที่สนามลีโอสเตเดี้ยม รังเหย้าของทีมบางกอกกล๊าส เอฟซี (วันนี้เอาชอกโกแลตกล่องเดิมติดตัวมาได้ แม้สภาพกล่องจะดูเยินไปนิดก็ตาม) ฉันกับเพื่อนไปถึงสยามตอนหกโมงนิดๆ ซึ่งก่อนหน้านั้นฉันไปรอเพื่อนที่จะไปด้วยกันที่ฟิวเจอร์พาร์ค ระหว่างที่กำลังเดินออกมาจากห้าง บังเอิญเดินผ่านร้านดอกไม้ร้านนึง 'นี่ไง ช่อดอกไม้สวยๆที่จะเอาไปให้กอล์ฟ' แอบคิดในใจเบาๆ ฉันเลือกได้ช่อๆนึง แค่เสี้ยววินาทีที่ตัดสินใจซื้อ หน้ามืดตามัวมาก มันใช่มั้ยเนี่ืย ช่อดอกไม้เนี่ย คิดแล้วก็ขำตัวเอง (ชอกโกแลตในกระเป๋าเป็นหมันอีกแล้วสินะ ชิ!!)  และซึ่งกระดาษที่ห่อรอบช่อดอกไม้นั้นเป็นสีชมพู ฉันถามเจ้าของร้านว่า "พี่เปลี่ยนกระดาษเป็นสีขาวได้มั้ยคะ ไม่ใช่ว่าหนูไม่ชอบสีชมพูนะ สีชมพูก็สวยค่ะ แต่ว่าคนที่เป็นเจ้าของช่อดอกไม้นี้เขาเป็นเพื่อนหนู หนูเลยอยากได้กระดาษสีขาว น่าจะเหมาะกว่าค่ะ" พี่เจ้าของร้านก็ใจดี เปลี่ยนกระดาษให้ พร้อมเพิ่มดอกกุหลาบเข้าไปให้ด้วย สรุปว่าได้ทั้งขนมและดอกไม้ในช่อเดียวกัน เพอร์เฟค!! พอไปถึงสนาม อยากบอกว่าแฟนบอลมากันเยอะมาก และฉันถือช่ออะไรก็ไม่รู้ ไม่เข้ากับเทศกาลเลย รู้สึกอายนิดหน่อย (คนที่เห็นฉันถือช่อนี้ เขาจะคิดว่าฉันเอามาให้นักบอลคนไหนกันนะ 1 ในทีมชาติหรือเปล่า คิดแล้วก็อดขำไม่ได้ เพราะไม่ใช่เลย) แต่ทำไงได้ ซื้อมาแล้วก็ต้องตามหาเจ้าของกันต่อไป ฉันบอกเพื่อนที่มาด้วยกันว่า "วันนี้เราต้องเอาเจ้าช่อนี้ไปให้กอล์ฟให้ได้นะ ไม่งั้นเราต้องร้องไห้แน่ๆเลย" คือฉันเป็นอย่างนี้แหละ ถ้าตั้งใจจะทำอะไรต้องทำให้ได้ ไม่งั้นจะนอยด์มาก จบเกมวันนี้เสมอกันไป 0-0 
 

 
 
ฉันเดินออกไปรอกอล์ฟตรงรถบัสของทีมเมืองทองฯ แบบว่าแฟนคลับที่มารอเจอนักบอล (1 ในทีมชาติ) เยอะมาก ฉันไลน์ไปบอกกอล์ฟว่าฉันยืนรออยู่ท้ายรถบัสนะ มีของจะให้ด้วย และ ณ เวลานั้นรู้สึกอยากขอบคุณที่กอล์ฟอ่านไลน์ เพราะฉันไม่กล้าโทรหา (เป็นความกลัวส่วนบุคคล แม้ว่าสถานการณ์ชวนให้โทรหามากกว่าก็ตาม) แล้วกอล์ฟก็เดินมาหาตรงรั้วกั้น ฉันยื่นช่อดอกไม้ให้ แล้วเราก็แยกย้ายกัน.. ไม่มีการถ่ายรูปคู่ระหว่างแฟนคลับและนักบอล ไม่มีการ์ดอวยพรในช่อดอกไม้นั้น มีเพียงคำขอบคุณสั้นๆ จากกอล์ฟ พร้อมบอกว่าไว้เจอกันใหม่นะ..แล้วฉันก็ยิ้มให้ แค่นั้นเอง ไม่ใช่ว่าฉันอยากถ่ายรูปคู่หรืออะไรนะ ฉันรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำที่สถานการณ์ไม่ได้เอื้ออำนวยต่อการถ่ายรูป เพราะเวลานั้นแฟนคลับของ 1 ในทีมชาตินั้นมีเยอะจนเกินไป ฉันต้องหลีกทางให้บรรดา FC เหล่านั้น
 
แต่ก็ลืมบอกกอล์ฟไปนะว่าถ้าใครถามว่าใครให้ช่อดอกไม้นี้มา อยากให้กอล์ฟตอบไปว่าแค่แฟนคลับคนนึง ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้..แค่นั้นแหละที่อยากเป็น เพราะหน้าที่ของฉันคือ "ให้ไป" แค่ให้กอล์ฟไป ได้ให้กอล์ฟไป.. (ความจริงก็อายอยู่นะ ไม่ใช่ไม่อาย แบบว่าเราก็อยู่ในวัยผู้ใหญ่แล้ว อ่านถึงตรงนี้พอเข้าใจนะ แบบว่าไม่ใช่เด็กๆที่ตามกรี๊ดไอด้อลน่ะ >"<) 
 
สุดท้ายนี้..อยากขอบคุณกอล์ฟนะ ที่ให้กำลังใจเราโดยมาตลอด ตั้งแต่วันแรกที่เรารู้ตัวว่าป่วย จนถึงวันนี้ก็ 6 ปีที่แล้ว อาจมีบางช่วงเวลาที่เราต่างคนต่างรู้สึกท้อ แต่เราก็รู้แล้วใช่มั้ยว่า "แล้วมันจะผ่านไป" เช่นทุกครั้งที่ทุกข์ผ่านเข้ามา.. เรายอมรับนะว่า เรื่องบางเรื่องที่มันยากๆ เราก็ผ่านมันไปได้เพราะกำลังใจจากกอล์ฟ มีอีกเรื่องที่เราอยากบอก ทุกครั้งที่เราไปสนามบอล เราไม่ได้สนใจหรอกนะว่าถ้าไปแล้วจะได้เจอกอล์ฟลงเล่นหรือเปล่า เราสนใจแค่ว่าจบเกมเราจะได้เจอเพื่อนคนนี้ของเรามั้ย แค่นั้นเอง เราดูบอลมานาน เรารู้วิถีฟุตบอลดี วันนี้ได้แต่ให้กำลังใจกอล์ฟ และอยากให้กอล์ฟผ่านมันไปได้ทุกเรื่องนะ.. โอเค พูดจบแล้ว ตัดริบบิ้นเลย :p
 
We only have what we give. สิ่งที่เรามีคือกำลังใจที่เรามีให้กันตลอดมา
และเราสัญญานะว่าเราจะเป็นแฟนคลับที่ดีของคุณนักบอลตลอดไป :)
 
 
 
Be patient. Good things take time. #W11
 

แค่เรื่องธรรมดา..

posted on 07 Jul 2014 09:19 by tawanlalla in Cancer directory Diary
ทุกครั้งที่ฉันพูดว่า "ฉันไม่เป็นไร ไม่เป็นอะไร" อยากให้หมายความตามนั้นจริงๆ เพราะฉันโกหกความรู้สึกตัวเองไม่เป็น ฉันซึ่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองเสมอ แม้ใครๆจะมองว่าฉันไม่โอเค และพูดไปเพียงเพราะอยากประชดก็ตาม แต่เชื่อฉันเถอะ อย่างมากฉันก็แค่ขอเวลาให้กับตัวเองบ้าง ทุกอย่างจะดีขึ้น แล้วมันก็จะผ่านไป เช่นเดียวกับทุกเรื่องที่ผ่านมา
 
เวลาใดที่ฉันพูดเกี่ยวกับชีวิต การป่วย ความตายที่รออยู่เบื้องหน้า ไม่แปลกถ้าทุกคนจะเป็นห่วงความรู้สึกฉัน ฉันรู้ว่าพวกเขาคิดว่าฉันคิดมาก แต่เปล่าเลย ตรงกันข้าม ฉันพูดไปเพื่ออยากให้คนอื่นยอมรับได้เหมือนฉัน และฉันก็พยายามคิดน้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว แต่มีบางคนที่ยังคงคิดมากแทนฉันมาโดยตลอด ถ้าวันหนึ่งกลับมาเป็นซ้ำ อย่างมากก็แค่ตาย นั่นคือความจริง และไม่มีสิ่งใดที่จะเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ได้ แค่เรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่ง ที่เราทุกคนต้องยอมรับ ซึ่งฉันก็ทำใจยอมรับมาได้ตั้งนานแล้ว..
 

 
แต่บางครั้ง ฉันก็อดใจอยากรู้คำตอบไม่ได้ ว่าการที่ได้ร้องไห้ท่านกลางคนที่รัก มันรู้สึกดีกว่าการแอบร้องไห้คนเดียวยังไง การได้ฟังคำปลอบใจโดยที่ฉันไม่ต้องเอ่ยปากถาม ดีกว่าการที่ฉันพูดปลอบใจตัวเองยังไง การได้เห็นคนอื่นเข้มแข็งเพื่อฉัน ดีกว่าการที่ฉันทำตัวเข้มแข็งเพื่อคนอื่นยังไง ดีกว่ากันมากไหม ฉันรู้ว่าที่พูดมาทั้งหมด ฉันขอมากไป แต่เชื่อมั้ย อย่างน้อย ฉันหวังให้เขาเชื่อใจฉัน เชื่อใจว่าฉันจะรับมือทุกอย่างได้เอง โดยไม่ต้องสนใจว่าฉันจะรู้สึกยังไง ท้อใจแค่ไหน ถ้าวันนี้เขายังเข้มแข็งเพื่อฉันไม่ได้ ก็อย่าได้หวังเลยว่าฉันจะกล้าตาย
 
อย่าร้องไห้เพราะความเจ็บป่วยของฉันอีก แค่นี้ฉันก็รู้สึกผิดมากพออยู่แล้ว ชีวิตนี้ที่เกิดมา ฉันก็หวังเหมือนทุกคนนั่นแหละว่าเรียนจบ มีงานทำ เลี้ยงดูพ่อกับแม่ไปจนแก่เฒ่า คือมันก็เป็นรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไป วนและเวียนไปอย่างนี้ แต่พอชีวิตฉันสะดุด มันก็แค่สะดุด ยังไม่ได้ล้มลงไปสักหน่อย ฉันก็แค่เดินช้าขึ้น ทุกก้าวที่เดินไป ฉันต้องเดินด้วยความระมัดระวัง เพราะเกรงว่าวันหนึ่งข้างหน้า หากฉันสะดุดอีกครั้ง ฉันอาจจะเดินต่อไปไม่ได้อีกเลย ฉันก็แค่อยากให้เขาประครองฉันให้ก้าวเดินไป โดยที่ไม่ต้องพูดอะไร ไม่ต้องพูดถึงความหลัง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ฉันเคยเดินสะดุด มันมีแต่จะบั่นทอนกำลังใจของฉันลงไป ไม่มีประโยชน์ เกราะที่ฉันสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง มันพังลงได้อย่างง่ายดายเพียงเพราะความอ่อนแอของผู้อื่นที่มีสาเหตุมาจากตัวฉัน ครั้งหนึ่งเคยเจ็บปวดเพราะเรื่องใด อย่าปล่อยให้เรื่องนั้นทำร้ายตัวเราได้อีก ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็แค่เปลี่ยนความคิดของตัวเราเอง
 

 
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันพยายามทำหน้าที่ของคนป่วยที่ดีมาโดยตลอด ไม่ร้องไห้ให้พ่อกับแม่เห็น ไม่บ่นว่าตอนนี้ฉันรู้สึกยังไง ทรมานแค่ไหน เจ็บปวดเพียงใด ท้อแท้หรือหรือรู้สึกกลัวอย่างไร จะว่าไปฉันก็ไม่เคยแสดงบทบาทคนที่ป่วยจริงๆให้เขาเห็นหรอก ฉันซ่อนมันไว้ข้างใน หากวันใดวันหนึ่งฉันแสดงความอ่อนแอออกไป ฉันกลัวมาก กลัวว่าจะทำให้คนรอบข้างผิดหวังในตัวฉัน ฉันไม่เคยบอกหรือเล่าว่าที่ผ่านมาฉันต้องทนรับอะไรไว้บ้าง  เพราะมันไม่ได้จบอยู่แค่การผ่าตัด แรกๆฉันก็ไม่ชิน ฉันถามตัวเองบ่อยมากว่า ฉันจะใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อเมื่อวานฉันยังเหมือนคนปกติ แต่พอผ่าตัดไปแล้ว ในวันรุ่งขึ้นชีวิตฉันกลับไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป ฉันลืมไปแล้วว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งเป็นยังไง การกินลูกอม แล้วการแลบลิ้นมาขึ้นแตะริมฝีปากล่ะ ให้ความรู้สึกยังไงเหรอ ฉันลืมมันไปหมดแล้วจริงๆ แต่ชีวิตฉันก็อยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะฉันยอมรับ ฉันยอมรับชะตากรรมทุกอย่าง ฉันอยากให้เขายอมรับบ้าง แค่ยอมรับความจริงที่ว่า..ฉันมีวันตายเป็นของตัวเอง แค่นั้นก็พอ เพราะฉันไม่สามารถให้กำลังใจตัวเองซึ่งเป็นคนป่วย พร้อมๆกับดูแลความรู้สึกอีกคนที่ไม่พร้อมจะให้กำลังใจฉัน ฉันก็ไม่เคยว่าเลยสักคำ แต่เขาต้องให้กำลังใจตัวเอง เพื่อตัวเขาเอง ในเมื่อเรามี "วันนี้" ด้วยกันแล้ว แล้วทำไมต้องกังวลด้วยว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เพราะฉันไม่อยากให้เขาแบกอะไรที่มันหนักไปกว่าการแบกรับในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
 

 
หลังจากการผ่าตัดในครั้งนั้น เวลาที่มีอยู่ไม่เคยเป็นของฉันจริงๆ เพราะฉันซื้อเวลานั้นมา จ่ายค่าเวลานั้นด้วยรอยแผลเป็นทั่วร่างกาย และฉันก็บอกไม่ได้หรอกว่าเหลือเวลาอีกมากเท่าไหร่ แต่ฉันสัญญาว่าฉันจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด มีความสุขมากที่สุด อยู่เป็นกำลังใจให้ใครต่อใครไปเรื่อยๆ ฉันเข้มแข็งเพื่อทุกคน ฉันก็อยากให้ทุกคนเข้มแข็งเพื่อฉันบ้าง ถ้าฉันเองไม่กลัวความตาย คนอื่นก็อย่าได้กลัวความตายแทนฉันไปเลย 
 
ตะวันฉายเป็นคนร่าเริงยังไง..ฉันอยากให้จดจำเธอไว้ในแบบนั้น ถ้าสงสัยเวลาที่เธอเศร้า เธอเป็นยังไง ให้รู้ไว้ว่าเธอก็ร้องไห้เสียงดังไม่แพ้เสียงหัวเราะของเธอนั่นแหละ แต่ถ้าเวลาใดที่เห็นเธอร้องไห้ ได้โปรดอย่าเศร้าไปกับเธอ แต่จงยิ้มให้เธอ และเป็นกำลังใจให้กันและกันตลอดไปนะ :)
 
 
♪ Don’t make me sad, don’t make me cry
Sometimes love is not enough and the road gets tough
I don’t know why
Keep making me laugh
Let's go get high
The road is long, we carry on
Try to have fun in the meantime 

ummm..Cause you and I
We were born to die.
 
..เพลงนี้ยังคงดังอยู่ในใจฉันตลอดเวลา..
 

Code Here.