Chapter-5-จัดฟัน

posted on 14 Oct 2010 16:45 by tawanlalla in Cancer
ในทุก ๆ วัน ฉันจะภาวนา อ้อนวอน ร้องขอให้ตัวเองอย่างเพิ่งเป็นอะไรไปก่อน ฉันขอแลกกับความสุขทั้งหมดที่มีอยู่ ขอให้รอยโรคอย่าเพิ่งแสดงอาการใด ๆ ก็ตามที่ฟ้องว่าวันนั้นใกล้มาถึงแล้ว  ขอยืดเวลาไปอีก 4-5 เดือนจะได้ไหม ขอให้ฉันได้จัดฟันเสียก่อน เผื่ออะไร ๆ จะดีขึ้น.. แต่พระเจ้าเท่านั้นที่ล่วงรู้อนาคตของฉัน
 
สิงหาคม ปี 2008 
ในไดอารี่บอกไว้ว่า วันที่ 7 สิงหาคม ปี 2008 ฉันไปผ่าฟันคุด #28,#38 ออก สองซี่พร้อมกันบนล่างฝั่งซ้าย จากนั้นหนึ่งสัปดาห์ถัดมามีนัดตัดไหม และอีกหนึ่งสัปดาห์นัดผ่าข้างขวา วันที่ผ่านัดผ่าข้างขวานั้นคุณหมอสามารถผ่าได้ #48 ซี่เดียว ใช่เวลาร่วมสองชั่วโมง ถ้าทำซี่ขวาบนเกรงว่าเวลาจะไม่พอ  สองอาทิตย์ถัดมาฉันไปผ่า #14 ออก  แค่ผ่าฟันคุดฉันใช้เวลาไป 6 สัปดาห์ เจ็บแต่ก็พอทนไหว แต่เจ็บที่ใจ ทำยังไงก็ไม่หายเสียที ด้วยความที่ไม่ชอบบ่น ไม่อยากให้ใครต้องมาทุกข์ใจไปด้วย กับอะไรก็ตามที่ฉันวิตกกังวลคิดไปเอง ฉันไม่ได้บอกแม่ว่ารอยโรคนั้นได้เจ็บมากขึ้น
 
กันยายน ปี 2008
เล่าสู่กันฟัง..September 02 11:31 PM
แบกใจอันท้อแท้  หดหู่ เพิ่งรู้ว่ามันลำบากมากมาย..
เหนื่อยกับการให้กำลังใจตัวเอง..บอกแม่ว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วง
แต่รู้มั๊ย..มันอธิบายไม่ได้ ก้อนแข็ง ๆ แล่นมาจุกที่คอ
ความฝันกับความจริงช่างต่างกันสิ้นดี
ปากบอกว่าไม่เป็นไร  แต่ข้างในร้องไห้..
ไม่อยากอยู่คนเดียว..ไม่ใช่ว่าเหงาหรืออะไร
แต่เพียงเพราะ..ฉันไม่อยากร้องไห้..
หลายเรื่องถาโถมเข้ามา
วันพฤหัสต้องไปผ่าฟันอีก..เจ็บมากมายเลยแม่
แล้วมันจะผ่านไปเน๊อะ  ว่ามั๊ยคะ??
 
ส่วนหนึ่งของบันทึุก หลังจากที่ไปเที่ยวระยองคนเดียว รู้สึกว่าตัวเองไม่ไหว  อยู่คนเดียวแล้วฟุ้งซ่าน ลองหาอะไรทำเผื่อจะช่วยบรรเทาอาการบอบช้ำข้างในได้บ้าง แต่เปล่าเลย พอกลับมาแล้วก็ต้องไปถอนฟันซี่ที่เหลืออีก ฉันเลือกที่จะอยู่เงียบ ๆ คนเดียว ไม่อยากพูดกับใคร เพราะพูดไปรังแต่จะทำให้เจ็บแผล เพราะฟันที่ irritate กับลิ้นทำให้ฉันไม่อยากพูด ฉันไม่ได้ปรึกษาใคร ช่วงนั้นกินข้าวก็เริ่มลำบากแล้ว บ่นว่าเผ็ด ทั้งที่อาหารก็ไม่ได้เผ็ด tolerance ในเรื่องต่าง ๆ เริ่มลดต่ำลง 
 
เย็นวันที่ 19 กันยายน หลังถอนฟันกรามน้อยจนครบแล้ว  ฉันเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เพราะยังไมไ่ด้ติด brackets ฉันอายผู้คนเหตุเพราะฟันฉันหลอ และพรุ่งนี้บ่ายนัดกับเพื่อนสนิทหลายคนไปเยี่ยม "อิ๋ว" กัน  พอรุ่งเช้าก็มีข้อความจากเพื่อนส่งมาบอกว่าอิ๋วเสียชีวิตแล้วด้วยภาวะน้ำท่วมปอด  นั่นคือความสูญเสียแรกที่ฉันเจอ  ต้องขอบคุณเพื่อนรักคนนี้ที่ได้ทิ้งแรงบันดาลใจไว้ให้กับฉัน โดยที่เขาเองไม่รู้ตัว ปลายเดือนกันยายนฉันติด brackets และเตรียมตัวไปทำงานที่สระบุรี
 
อยากบอก..September 27 4:51 PM 
7 วันแล้วสิ  เร็วจังเน๊อะ ว่ามั๊ย?
ความรู้สึก..เหมือนเพิ่งเกิด..ไม่นาน
 
ตอนนี้..เค้าก็แย่นิดหน่อย ไม่ค่อยสบาย
กินยาเยอะมาก จะสองอาทิตย์แล้ว ตับใกล้พัง _ _"
เฉื่อยบอกว่ารักษาฟันเสร็จ ก็รักษาตับต่อ เฮ้อ..
 
พรุ่งนี้เค้าจะไปแล้วนะ เอาน้องแคทเธอรีนไปด้วย (ตุ๊กตาของอิ๋็ว)
สัญญาว่าจะดูแลอย่างดี แล้วก็จะพยายามโทรไปหาพ่อกับแม่นะ
ทำงานก็อาจจะลำบากนิดหน่อย แต่ไม่ต้องห่วงหรอก
อยู่นู่น เค้าคงคิดถึงแต่เรื่องครอบครัว กับอื๋ว
เฉื่อยอีกคน  อยู่คนเดียวไม่ค่อยจะได้
ส่วนหลิน เก่งเกินไปแล้ว ฮา ฮา..
 
รู้มั๊ย? ตอนนี้เค้าต้องอมหมากฝรั่งนอน
หลังจากลองมาหลายครั้ง ทั้งผ้ากอซ สำลี
ไม่เวิร์กเท่าหมากฝรั่งซักอย่าง กลัวฟันผุจะแย่
ได้แต่หวังว่าเค้าคงตัดสินใจถูกที่จัดฟัน
เพราะแผลมันไม่มีทีท่าว่าจะหายเจ็บ
กลัวเป็นมะเร็งมากมาย..

กับไดอารี่ที่เขียนถึง "อิ๋ว"  หลังจากเสียชีวิตครบ 7 วัน ฉันบ่นว่าตับใกล้พังเพราะกินยาไอบูเฟนและพาราเซมอล ซึ่งเป็นยาแก้ปวดในระหว่างที่ผ่าฟันคุดและถอนฟัน  ระยะเวลาเกือบสองเดือน ฉันเจ็บแผลที่ลิ้นมากจนต้องเคี้ยวหมากฝรั่ง จากนั้นก็เอาไปแปะไว้ตรงฟันซี่ที่เกเพื่อไม่ให้เสียดสีกับลิ้น กลัวฟันผุนะแต่ทำไงได้ ในเมื่อรู้สึกเจ็บและฉันก็เริ่มพูดไม่ชัด เวลาที่พูดหรือกินข้าว ฉันจะเจ็บที่แผลมาก
 
 
ตุลาคม ปี 2008
หลังจากติด bracket แล้วฉันก็ได้งานทำ ฉันเก็บข้าวของย้ายมาทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสระบุรี เป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับปูนขาว (ถ้านึกไม่ออกก็ปูนที่เขาใช้โรยสนามฟุตบอลน่ะ)  เดือนนี้มีงานสัปดาห์หนังสือด้วย ฉันนั่งรถกลับกรุงเทพฯ ในสัปดาห์ันั้นและแวะไปซื้อหนังสือเล่มที่ทุกคนทั่วโลกให้ความสนใจ และได้แปลเป็นภาษาไทยแล้ว กับ "The last lecture" เพราะรู้ว่าวันหนึ่งฉันต้องใช้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้นะสิ 
 
พฤศจิกายน ปี 2008
My angel..November 01 3:44 PM
แผลที่ลิ้น ไม่มีทีท่าว่าจะหาย
หากวันไหนลืมติดขึ้ผึ้ง  แค่เคี้ยวข้าว
ยังไม่มีปัญญาจะกินเรย..
ไม่ต้องพูดถึงตอนแปรงฟัน  เจ็บชิบหาย
เป็นอะไร..ไม่รู้
แบนเหล็กมันเออริเตทกับลิ้น
หรือว่าแผลติดเชื้อ ก็ไม่รู้นะ..ขี้เกียจจะคิด
บางวันเลือดก็ไหล..อืม  ใกล้เจอคนดีแล้วสิ ^^
เจ็บ มันก็เจ็บ  ทนได้..แต่แค่รำคาญเฉย ๆ
 
บ่นคนเดียวในไดอารี่  บอกว่าใกล้จะตายแล้วล่ะ ไม่ไหว สงสัยคงได้เจอกันอิ๋วในเร็ววันนี้แล้วสิ ฉันจำได้ว่าตอนนั้นฉันเปลี่ยนจากหมากฝรั่งมาเป็นขี้ผึ้ง ที่หมอเอาไว้ให้ติดแบนกันลวดบาดปาก แต่ฉันเอามาติดฟัน ฉันติดตลอด 24 ชั่วโมง เพราะเวลาพูดจะเจ็บที่แผลมาก ไม่ติดไม่ได้ แทบเีคี้ยวข้าวไม่ได้เลย ทรมาน แต่ยังคงบอกพ่อกับแม่ว่าแผลดีขึ้น ที่โกหกเพราะไม่อยากให้เขาคิดมาก  ฉันติดจนแผลบริเวณที่เสียดสีกับฟันเป็นรอยบุ๋ม ลึก สภาพเหมือนหมวกกันน็อค คือกลมลึกลงไป ในปลายเดือนพฤศจิกายนฉันตัดสินใจไปหาคุณหมอที่คลินิคผิวหนัง เพราะฉันเจ็บแผลไม่ไหวแล้ว ฉันขอให้เขาทำ biopsy ให้ ครั้งนี้ฉันเจอคุณหมอคนใหม่ เป็นผู้ชาย (ฉันจำชื่อได้นะ สำหรับคนที่มีกรณีกับฉัน ฉันจำได้แทบจะทุกคน) หลังจากที่ได้ฟังฉันขอทำ biopsy ไป เขาพูดกลับมาว่า "ทำไมถึงอยากทำ กลัวเป็นเหรอ" ฉันได้แต่สะกดกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล แม้ข้างในฉันจะรู้สึกโกรธเดือดดาล หลังทำ biopsy ครั้งนั้นเสร็จแล้ว ฉันเดินกลับมายังคณะวิทยาศาสตร์ ระยะทางที่เดินมาฉันร้องไห้อย่างไม่อายใคร เพราะอะไรรู้ไหม จากที่ฉันเคยทนได้ ทำไมครั้งนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ ฉันถึงรู้สึกเจ็บ เพราะคนที่ทำให้ ฉีดยายังไม่ชาเลย เขาก็ลง blade พร้อมกับเย็บให้ฉันสองเข็ม ฉันเจ็บมาก ฉันอ้าปากส่องกระจกพบว่า "ตัดชิ้นเนื้่อไม่ตรงกับรอยโรค" เขาตัดเลยเข้าไปข้างในแถว ๆ #47 อีกหนึ่งอาทิตย์นัดมาฟังผล biopsy
 
ธันวาคม ปี 2008
เลยนัดฟังผลไปสองสัปดาห์  ทันทีที่เจอหน้า คุณหมอผิวหนังก็โวยวายฉัน ถามว่าทำไมถึงเปลี่ยนเบอร์ รู้ไหมว่าหมอโทรตามไม่ได้ จะบอกให้เรามาฟังผลชิ้นเนื้อ ฉันได้ฟังแล้วหน้าเริ่มซีดเผือด คิดในใจว่าหมอกำลังจะบอกอะไรกับฉันหรือเปล่าทำไมต้องโทรตามด้วย ในระหว่างที่รอฟังผลอยู่นั้น ฉันนั่นร้องไห้อยู่หน้าห้อง 'วันนี้ฉันมาฟังผลคนเดียว ถ้าเกิดว่าฉันต้องเป็นโรคนั้นจริง ๆ ฉันจะทำยังไง ฉันจะบอกพวกเขาเหล่านั้นว่ายังไง' ความคิดของฉันดังก้องอยู่ใจสมอง พอคุณหมอเรียกชื่อฉันเข้าไปฟังผลแล้วก็บอกกับฉันว่า "ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แค่  hyperkeratinize* ธรรมดา" จากนั้นก็พาฉันไปปรึกษากับอาจารย์นายแพทย์ท่านหนึ่ง ซึ่งกำลังสอนนิสิตชั้นปี 6 อยู่ ฉันอ้าปากให้อาจารย์และนิสิตผู้อยากรู้อยากเห็นดู "ไม่มีอะไรนะ แค่แผลปกติธรรมดา จัดฟันแล้วก็จะดีขึ้น" นั่นคือคำพูดของอาจารย์นายแพทย์ แม้ว่าหน้าตาแผลของฉัน ถ้าเปรียบกับสัตว์ประหลาดก็คงจะเป็นเอเลี่ยนธรรมดาแล้ววันหนึ่งเิิกิดกลายพันธุ์ดีดีนี่เอง  ฉันโล่งและเบาใจไปพร้อม ๆ กัน แต่ก็ไม่ได้วางใจเสียทั้งหมด คิดในใจว่า 'ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ไม่มียา ไม่มีวิธีรักษา สักวันฉันคงไม่รอด อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่ฉันจะได้รับการยืนยัน' แค่นั้นเอง กระนั้นฉันก็ยังรอดพ้นจากสายตาอาจารย์นายแพทย์มาจนไ้้ด้
 
ในบ่ายวันเดียวกัน ฉันโทรไปหาคุณหมอจัดฟัน ถามว่าวันนี้เ้ข้าคลินิคหรือเปล่า ปรากฎว่าคุณหมอเข้า ฉันเลยแวะไปเปลี่ยนลวดด้วย  ฉันบอกคุณหมอว่า "หนูเจ็บแผลมากขึ้นเรื่อย ๆ" แม้ฟันที่ล้มจะตั้งขึ้นแล้วก็แล้ว หมอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมแผลถึงยังเจ็บ (แม้หน้าตาของแผลจะเปลี่ยนไปมากแล้วก็ตาม แต่หมอก็ยังไม่เอะใจ) "งั้นหมอจะตัด frenum ให้นะ เพราะ frenum ของหนูเกาะสูงเกินไป ทำให้ลิ้นขยับได้ไม่มาก ตัดแล้วลิ้นจะ monvement ได้มากขึ้น ลิ้นก็จะไม่ irritate กับฟันแล้ว" นาทีนั้นหมอสั่งให้ทำอะไรฉันก็ทำ "ตัดก็ตัดค่ะ สุดแท้แล้วแต่หมอ เพราะหนูเจ็บจนทนจะไม่ไหวแล้ว" แล้ววันนั้นฉันได้ตัด frenum สมใจ
 
เมื่อพูดไม่รู้เรื่อง..Dec 12, 2008 7:46 PM
พฤติกรรมชี้บ่งชัดแน่แล้วว่า "อาการหนัก" มีมติลงความเห็น "พูดไม่รู้เรื่อง"
เพิ่งลงมาจากดอยบ้างล่ะ พูดจาเหมือนเด็ก 3 ขวบ..จริงเหรอ!! 
สรุปก็คือ "พูดไม่รู้เรื่อง" นั่นแหละ..
เพิ่งเปลี่ยนลวด พร้อมตัด lingual frenulum ( เป็นเนื้อเยื่อที่ยึดเกาะระหว่างใต้ลิ้น
กับพื้นล่างของช่องปาก ทำให้เกิดความผิดปกติ เกิดภาวะลิ้นติด Ankyloglossia search กูเกิ้ลมาน่ะ)
แม่เจ้า!! มันเจ็บมาก..ทำเสร็จเป็นใบ้ไปพักใหญ่ 
โอดโอย..แล้วเกิดอาการปวดเมื่อยาชาหมดฤทธิ์ กินพาราไปเม็ดนึง
ดันล่วงลงไปใต้ลิ้น น้ำตาพลันร่วงหยดย้อย..
เจ็บบรมค่ะ!! (เดือนที่แล้วก็เพิ่ง biopsy มานะ สงสารกันบ้าง)

ทุกคนเริ่มบอกว่าฉันพูดไม่รู้เรื่อง ก็ใช่สิเพราะฉันเจ็บลิ้นนี่นา จะให้พูดชัดได้ยังไงเล่า ตอนนั้นฉันใช้ชีวิตกับภาวะที่ลิ้นเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น (ตามที่หมอบอกหลังตัดฟีนุม) แต่รู้ไหมว่าฉันเป็นคนที่ลิ้นสั้นอยู่แล้ว ออกเสียง ร เรือ ไม่ได้ตั้งแต่เกิด เพราะฉะนั้นตัดไปก็ไม่มีผล  ลักษณะแผลเริ่มแย่ขึ้นทุกวัน ฉันเจ็บจนไม่รู้จะหาคำใดมาเปรียบเปรย หนึ่งสัปดาห์หลังตัดฟีนุม ฉันต้องตัดไหมแต่ฉันเลือกที่จะตัดกับคลินิคทำฟันในตัวจังหวัดสระบุรี ฉันจำชื่อคลินิคไม่ได้ แต่คุณหมอเป็นผู้หญิงใจดีมาก ตัดไหมเสร็จแล้วฉันขอให้คุณหมอ "ช่วยลบคมฟันให้หนูได้ไหมคะ หนูเจ็บ" คุณหมอก็อ้ำอึ้ง แต่ด้วยความสงสารเลยทำให้ และไม่คิดเงิน หลังทำเสร็จคุณหมอพูดกับฉันว่า "หนูลองไปปรึกษา "หมอ้อน" สิ เป็นคุณเชี่ยวชาญโรคในช่องปาก แกจะมาที่ รพ สระบุรี เดือนละครั้ง หนูลองไปให้หมออ้อนดูให้นะ" ฉันถามชื่อจริงของหมออ้อนและเบอร์โทรศัพท์ของโรงพยาบาลสระบุรี ด้วยแอบมีความหวังเล็ก ๆ อยู่ในใจ
 
 
เหมือนคนที่ำกำลังจะจมน้ำตาย แล้วพยายามรวบรวมแรงทั้งหมดดันตัวขึ้นมาจนโผล่พ้นขอบน้ำ หายใจเข้าใจเต็มปอด จากนั้นจะสามารถแหวกว่ายน้ำต่อไปเข้าหาฝั่ง  หรือหมดแรงจมดิ่งลงไปสู้ใต้ท้องทะเลลึกอีกครั้ง ไม่มีใครรู้อนาคตของวันพรุ่งนี้ได้ นอกจากตัวฉันเอง..ที่เหมือนจะรู้ว่า "ไม่มีทางหนีรอด"
 
ฉันเริ่มเรียนรู้การทำใจ พิจารณาจากลักษณะของแผลแล้ว วันพิพากษาของฉันใกล้เข้ามาแล้วสินะ..
 
*hyperkeratinize คือ การหนาตัวผิดปรกติของชั้นผิวหนัง ทำให้มองดูเป็นฝ้าขาว (ฉันอธิบายถูกมั๊ยเนี่ย)

Comment

Comment:

Tweet

คุณไม่จำเป็นต้องรับประกันและราคาไม่แพงคริสต์มาสสินเชื่อ? ถ้าใช่ใช้กับเราและได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ไม่มีการตรวจสอบเครดิตไม่มีหลักประกัน ขั้นตอนที่ง่ายรวดเร็วและเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ติดต่อเราวันนี้ผ่านทาง kelvinkeyloanservices@gmail.com

#6 By kelvin (216.185.58.83|216.185.58.83) on 2014-10-31 10:22

คุณไม่จำเป็นต้องรับประกันและราคาไม่แพงคริสต์มาสสินเชื่อ? ถ้าใช่ใช้กับเราและได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ไม่มีการตรวจสอบเครดิตไม่มีหลักประกัน ขั้นตอนที่ง่ายรวดเร็วและเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ติดต่อเราวันนี้ผ่านทาง kelvinkeyloanservices@gmail.com

#5 By kelvin (216.185.58.83|216.185.58.83) on 2014-10-31 10:22

ดีจังเลยนะคะที่อย่างน้อยพวกเราก็เกิดมาในยุคอินเตอร์เน็ต แม้ตะวันจะพูดไม่ถนัดเพราะเจ็บ แม้เราจะอยู่ในสภาพที่ออกบ้านไม่ได้ แต่เราก็ยังสามารถคุยกันได้ผ่านตัวหนังสือจากที่ๆ ห่างไกลกันแบบนี้ ^^

ตอนนี้ก็ยังตรวจไม่เจอสินะคะ อ่านเรื่องราวของตะวันแล้วมันเหมือนย้อนรอยเรื่องราวของตัวเองเลยค่ะ เพียงแต่ของเรายังอยู่ในช่วงตรวจไม่เจอ(???)เหมือนกัน

#4 By li • FaAS • il on 2012-08-09 16:21

หึหึ..รอก่อนนะ ตอนนี้กำัลังพยายามเรียบเรียงบทต่อไปอยู่จ่ะ ^^

#3 By Tawan Shine on 2010-10-14 22:57

อัพเดทบ้างอะไรบ้างดิ

#2 By devote (113.53.109.228) on 2010-10-14 22:53

โห ทำทุกอย่างเลยนะหนิ
ชอบอ่าน ลงบ่อยๆนะ

#1 By chick (223.207.32.68) on 2010-10-14 21:33

Code Here.