คำถาม..ที่ต้องตอบ (1)

posted on 11 Oct 2012 14:03 by tawanlalla in Cancer directory Diary
เมื่อน้องหมอฟันที่รู้จัก ทำงานอยู่โรงพยาบาลศูนย์มะเร็ง ต้องการสัมภาษณ์ชีวิตก่อน ระหว่าง และหลังการรักษาตัว เพื่อลงในนิตยสารของทางโรงพยาบาล เราดีใจนะที่วันนี้ความป่วยของเราจะถูกถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือเพื่อให้ผู้(ป่วย)ที่สนใจทั่วไปได้อ่าน ซึ่งขอรับประกันได้ว่าคุณผู้อ่านจะได้รับประโยชน์จากการอ่านนิตยสารเล่มนี้แน่นอน  : )
 
คำถามมีทั้งหมด 17 คำถาม ซึ่งตะวันจะแบ่งตอบก่อน ไม่แน่ใจว่ากี่ part นะคะ ขึ้นอยู่กับว่าตอบคำถามสั้น-ยาว 2 ข้อแรกเป็นเรื่องทั่วไป ส่วน 15 ข้อที่เหลือเป็นเรื่องเกี่ยวกับมะเร็งล้วน ๆ ค่ะ ขอเม้าท์นิดนึง คุณน้องบอกว่าเป็นคำถามที่ต้องตอบ แต่พอเปิดอ่านข้างในบอกว่า "เจ๊ คำถามเหล่านี้ เจ๊ไม่จำเป็นต้องตอบทุกคำถามนะคะ" สงสัยคงกลัวว่าจะแทงใจดำพี่ตะวัน แต่ขอโทษนะคะ คำถามพวกนี้ไม่สะเทือนต่อมค่ะ แต่ยังไงก็จะพยายามตอบนะคะ ^^
 

 
เหมือนมีใครสักคนต้องการสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งฉันได้เก็บเอาไว้ในกล่อง ซึ่งอยู่ในมุมใดมุมหนึ่ง..นานแสนนาน ฉันต้องกลับไปค้นหาสิ่งๆ นั้น แล้วความทรงจำทุกอย่างก็พรั่งพรูเข้ามา.. วันนี้เรามาทำความรู้จักกับผู้หญิงที่ชื่อตะวันฉายกันอีกครัั้งนะคะ
 
1. แนะนำตัวหน่อยครับ? ชื่ออะไร ตอนนี้ทำอะไร อยู่ที่ไหนครับ?
- สวัสดีค่ะ ชื่อตะวันฉายค่ะ ตอนนี้อยู่บ้านไม่ได้ทำอะไรค่ะ (เกาะพ่อแม่กิน) เคยเป็นมะเร็งที่ลิ้นค่ะ ผ่าตัดแล้ว ฉายแสง คีโมครบแล้วค่ะ ช่วงที่เป็นก็อายุ 23 ปี ซึ่งเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดที่ตรวจเจอว่าเป็นมะเร็งชนิดนี้ค่ะ 
 
2. ชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง / มีความสุขดีมั้ย อย่างไรครับ?
- ชีวิตช่วงนี้ก็เรื่อย ๆ ค่ะ มีความสุขดี กินอิ่มนอนหลับ ไม่เครียด ไม่เศร้า (ไม่มีแฟน ไม่เกี่ยว) ก็ดีค่ะ (ยิ้ม)
 
3 .เริ่มต้น คุณตะวันมีอาการอะไรที่ต้องไปพบแพทย์ มีอาการเบื้องต้นของโรคอย่างไรครับ
- แรกเริ่มเลยนะคะ ตอนนั้นเรียนอยู่ปี 2 (2548) ก็สังเกตเห็นว่ามีฝ้าขาวๆ บริเวณข้างลิ้นด้านขวา ซึ่งตรงกับฟันกรามเล็ก ที่เกเข้ามาด้านใน เหมือนว่าฟันซี่นี้เกิดที่หลังฟันซี่อื่นๆ พื้นที่ในการงอกเหลือน้อยก็เลยเกเข้ามาหาลิ้นค่ะ เป็นฝ้าขาวประมาณ 5-6 เดือน จากนั้นก็หายไป แล้วก็กลับมาเป็นอีกครั้ง บริเวณเดิม ตอนปี 3 (2549) ครั้งนี้เป็นนานเลย ไม่หายค่ะ แต่ยังไม่ไปหาหมอเพราะคิดว่าไม่มีอะไร อีกอย่างเราก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรตรงฝ้าขาวนั้นด้วย จนเมื่อมีโอกาสไปพบคุณหมอ ซึ่งเป็นอาจารย์หมอที่ รพ. รัฐแห่งหนึ่ง แถวๆมหาลัยที่เรียนค่ะ ตอนนั้นน่าจะเป็นต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2550 เราต้องไปตรวจร่างกายเพื่อไปฝึกงาน ในวันที่ไปฟังผลตรวจนั้น เราก็บอกอาจารย์หมอว่า "หนูมีฝ้าขาวบริเวณลิ้นค่ะ" คุณหมอดูให้ก็บอกว่าไม่ดีนะ เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไปปรึกษาคลินิคผิวหนัง จากนั้นเราก็ไปตรวจที่นั่น ก็เจอกับคุณหมอผู้หญิง ก็มองดูแผลในปาก จากนั้นก็พาไปขูดเนื้อเยื่อเพื่อไปตรวจ และขอเจาะเลือดไปตรวจด้วย เพราะปกติคนที่เป็นฝ้าขาวในลิ้นจะมีในคนป่วยที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผลเนื้อเยื่อที่ขูดไปตรวจพบว่าไม่มีอะไร แค่ผิวหนังบริเวณนี้หนาตัวผิดปกติ ทำให้เลือดมาเลี้ยงไม่พอ ทำให้มองดูเป็นฝ้าขาว ๆ จากนั้นก็นัดตรวจเพื่อดูอาการทุก ๆ 3 เดือนค่ะ
 
4. ใช้เวลาในการค้นหาโรคนานไหมครับ กว่าจะรู้ว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งนี้
- ใช้เวลานานมั้ยในการค้นหาโรค? ก็นานมากเหมือนกัน นานจนไม่แน่ใจว่าตัวเองมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร ใครที่รู้จักเรา เขาจะตั้งคำถามเลยว่า "ทำไมหนูต้องปล่อยให้ตัวเองป่วยหนักขนาดนี้" จำได้ว่าพยาบาลในห้อง ICU ถามพ่อว่าทำไมปล่อยให้ลูกสาวป่วยได้ขนาดนี้ เราก็ต้องขอบอกว่าไม่เคยคิดว่าจะปล่อยให้ตัวเองป่วยหนักนะ ด้วยอะไรหลาย ๆ โชคชะตาด้วยค่ะที่ทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ และต้องขอย้อนกลับไปยังเดือนเมษายนปี 2551 (ซึ่งอีกสองเดือนจะรับปริญญา) เราเริ่มรู้สึกเจ็บบริเวณฝ้าขาวนั้น เอามือลูบดูรู้สึกว่าสาก ๆ เหมือนเราลูบแผ่นกระดาษทราย ตอนนั้นก็ยังไปพบคุณหมอตามนัด มิถุนายน 2551 ขอไปตรวจที่คณะทันตแพทย์ ซึ่งน่าจะมีคำตอบให้กับสิ่งที่เราเป็นอยู่ ณ ตอนนั้น แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า แค่จ่ายยาวิตามินเอให้ และแนะนำให้ไปจัดฟัน เพื่อให้ฟันซี่ที่เกนั้นตั้งขึ้นเป็นปกติ ต้นเดือนกรกฎาคม เมื่อพ่อกับแม่มางานรับปริญญาและถามว่าแผลในปากเป็นอย่างไรบ้าง เราก็ตอบเขาไปว่าไม่เป็นอะไร ปกติดี ไม่เจ็บ แต่หมอแนะให้ไปจัดฟันนะ ตอนนั้นพ่อกับแม่รับรู้ว่าลูกต้องไปจัดฟันแล้วเดี๋ยวก็หาย..
 

 
ปกติคนที่ต้องจัดฟันเขาต้องถอนฟันกับคุณหมอที่คลินิคเลยใช่มั้ยคะ แต่ตะวันไม่ค่ะ ขอใบส่งตัวไปถอนที่คณะทันตแพทย์ ที่เดิมที่แนะนำให้ไปจัดฟัน เพราะอยากให้คุณหมอที่ถอนฟันให้นั้นสังเกตแผลที่ลิ้น และทักท้วงว่าควรทำการรักษาอย่างไร แต่เปล่าประโยชน์ค่ะ ไม่มีหมอคนไหนทัก หลังจากติดเครื่องมือในปากเสร็จแล้ว (ประมาณต้นเดือนตุลาคม 2551) แผลเริ่มขยายวงกว้างออก มีรอยแดง ๆ เกิดขึ้น เจ็บที่แผลมาก กินเผ็ดไม่ได้เลย ช่วงนั้นทำงานที่สระบุรี แต่ไป-มา กรุงเทพตลอด เพื่อเปลี่ยดลวดจัดฟัน เหมือนฟันกำลังจะตั้งตรงแต่แผลก็แย่ลง คือมันสวนทางกัน คุณหมอจัดฟันก็แนะนำให้ตัดฟีนุ่ม ( frenum เส้นเล็ก ๆ ที่เกาะอยู่ใต้ลิ้น) เพื่อให้ลิ้นขยับได้มากขึ้น ลดการเสียดสีกับฟัน เราก็ตัด ให้ทำอะไรเราทำหมด พอครบกำหนดตัดไหมก็ไปตัดที่คลินิคทำฟันที่สระบุรี เจอคุณหมอท่านหนึ่ง ใจดีมาก เราก็เล่าอาการให้ฟัง คุณหมอก็แนะนำให้ไปพบอาจารย์หมอท่านหนึ่ง ซึ่งจะมาตรวจที่ รพ. สระบุรีเดือนละครั้ง เป็นหมอที่เชียวชาญด้านรอยโรคในช่องปาก เราก็ไปค่ะ ก็เจอ อาจารย์หมอก็ไม่ว่าอะไร ขอดูอาการอีกเดือนก่อนแล้วค่อยว่ากัน อีกอย่างเราขอไปตัดชิ้นเนื้อตรวจที่ รพ. เดิมที่เคยรักษาประจำอยู่แล้ว จากนั้นค่อยเอาผลมาแชร์กัน คุณหมอก็ตามใจ ปลายเดือนพฤศจิกายน เรากลับมา รพ. เดิม คลินิคผิวหนังที่เดิม ขอหมอให้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจให้ คุณหมอมองหน้าแล้วถามว่า "ทำไมเหรอ กลัวเป็นมะเร็งเหรอ?" จริง ๆ อยากตอบคุณหมอกลับไปว่าไม่ได้กลัว แต่กลัวรักษาไม่ทันมากกว่า.. หมอก็ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ แต่ตัดไม่ค่อยตรงแผลเท่าไหร่ คือตัดลึกเข้าไปด้านใน เดือนธันวาคมกลับมาฟังผลอีกครั้ง ท่ามกลางอาจารย์หมอและนิสิตแพทย์ร่วมสิบคน ฉันต้องอ้าปากให้พวกเขาเหล่านั้นดู ผลไม่เป็นอะไร แค่ลิวโคเพลเคีย(leukoplakia)ธรรมดา (คิดดูสิว่าฉันรอดสายตาอาจารย์หมอมาได้อีกแล้ว) แต่หน้าตาแผลเนี่ยเริ่มแย่ แย่ลงมาก เป็นรอยหวั่มเข้าไปตามรูปฟัน เจ็บมาก เจ็บจนต้องเอาหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วมาโอบรอบตัวฟันซี่ที่เกเข้ามา เพื่อไม่ให้คมฟันนั้นระคายเคืองกับแผล บางครั้งก็เอาขี้ผึ้งที่ติดเหล็กจัดฟัน มาโอบรอบตัวฟันแทนหมากฝรั่ง เพราะกลัวฟันผุ..ในตอนนั้นทำใจแล้วว่า..ฉันคงหนีไม่พ้นโรคนี้แน่นอน อยู่ที่ว่าหมอคนไหน รพ.ใด จะเป็นคนตรวจและยืนยันผลกับฉัน แต่วันนั้นยังมาไม่ถึง
 
ปลายเดือนมกราคม ปี 2552 ระหว่างกินข้าวก็บังเอิญเอามือไปคลำบริเวณคอ แล้วก็เจอก้อนแข็ง ๆ ก้อนหนึ่ง เหมือนคุณเจอสัตว์ประหลาดในบ้านคุณเลย อารมณ์นั้นเลย ก็บอกตัวเองว่า มันไม่ใช่แล้วนะ มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแล้วล่ะ ต่อมน้ำเหลืองโตแล้วนะเนี่ย ก็โทรไปร้องไห้กับเพื่อนที่เรียนหมอฟันอยู่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น (นามว่าหมอเจียก) เพื่อนก็บอกว่า "มาตรวจที่คณะฉันมั้ย? อาจารย์เก่ง ๆ ทั้งนั้นเลย มานะ มาให้อาจารย์ฉันดูให้ เดี๋ยวฉันนัดอาจารย์ล่วงหน้าให้ อาจารย์หล่อนะ มาตรวจเถอะ" ทุกวันนี้ก็ยังล้อกันว่าที่มาตรวจที่คณะทันตแพทย์ มข. เพราะคุณหมอหล่อ (ยิ้ม) ก็มาตรวจค่ะ แต่ก่อนมาตรวจก็ขอไปเที่ยวงานบอลกับเพื่อนก่อน เหมือนจะเครียดนะแต่ไม่ ฉันขอใช้ชีวิตปกติและขอมีความสุขอย่างคนปกติเหมือนเดิมก่อนแล้วกัน
 
2 ปีที่ต้องทนกับแผลในปาก 2 ปีกับการเทียวไปหาหมอร่วมสิบคนได้ 2 ปีที่ไม่รู้ว่าป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ กับแผลที่ไม่มียารักษา แต่ฉันกลับรู้สึกว่าวันนี้ ชีวิตฉันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น..
 
บ่ายโมงของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 กับห้องตรวจคณะทันตแพทย์ อาจารย์ก็ซักประวัติ แล้วก็เรียกนักศึกษาปี 5 มารุมดู ฉันรู้สึกว่าสายตาที่อาจารย์มองแผลนั้น ไม่จำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจแต่ก็พอจะบอกฉันได้ว่าฉันกำลังป่วยเป็นโรคร้ายแรง แต่อาจารย์ก็ยังทำเป็นพูดใจดี ให้ฉันคลายความวิตกกังวล จากนั้นฉันก็กลับไปทำงานที่สระบุรี อีกหนึ่งสัปดาห์ค่อยกลับมาฟังผลชิ้นเนื้อ
 
 
5. เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้แล้ว ครั้งแรกเลย รู้สึกอย่างไร และเริ่มรับมือกับมันอย่างไรครับ รวมทั้งคนรอบข้างที่รู้ว่าคุณเป็นโรคนี้ คุณรับมือกับความรู้สึกของพวกเขาอย่างไร ทั้งเพื่อน ครอบครัว และทุกคนที่คุณรู้จัก
- ครั้งแรกที่รู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งเหรอคะ เอาความจริงเลยแล้วกันนะ ก็ดีใจค่ะ ดีใจกับสิ่งที่เราคิดไว้วันนี้เป็นความจริง คือไม่ต่างจากที่คิดไว้สักเท่าไหร่ และต้องขอบคุณคุณหมอด้วยที่วันนี้เราจะได้รักษากันเสียที แม้ว่าต้องแลกกับอะไรก็ยอมค่ะ จำได้ว่าวันที่ 10 กพ. กลับมาฟังผลชิ้นเนื้อ ก่อนหน้านั้นเพื่อนโทรมาบอกว่า "ผลชิ้นเนื้อก็ไม่ค่อยดีนัก แกต้องไปปรึกษาคุณหมอศัลย์ เพราะลำพังฉายรังสีเพื่อตกแต่งแผลคงไม่พอ" จากนั้นเพื่อนก็ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย คือฉันไม่ได้โง่นะ การไปพบหมอศัลย์นั่นเป็นคำตอบนัย ๆ ว่า "ฉันกำลังป่วยเป็นมะเร็ง" ระยะไหนแค่นั้นเอง หลังวางสายฉันร้องไห้เป็นเผาเต่า ไม่ได้ร้องไห้ที่เป็นมะเร็งนะ แต่ร้องไห้ เพราะฉันไม่รู้ว่าฉันจะบอกพ่อกับแม่ยังไง บอกน้องชายยังไง บอกคนรอบข้างฉันยังไง ฉันมีความคิดที่จะหนีไปผ่าตัดคนเดียว แต่ติดที่ว่าไม่มีเงิน แล้วใครจะเฝ้าไข้อีก ก็ล้มเลิกความคิดนี้ไป
 
แล้วก็ทำใจดีสู้เสือ โทรไปบอกพ่อกับแม่ว่าวันที่ 10 กพ นี้ให้พ่อกับแม่มาฟังผลชิ้นเนื้อที่คณะทันตะฯ มข. พ่อกับแม่ก็งง ๆ เพราะลูกสาวทำงานทีสระบุรี แล้วทำไมต้องมาฟังผลที่ มข. ก็รีบพูดรีบวาง กลัวร้องไห้ ก็เคยบอกเขาไปว่าจัดฟันแล้วก็หาย เดี๋ยวแผลก็หาย แต่ทำไมต้องไปฟังผลชิ้นเนื้อ แค่แม่เขาก็เริ่มสงสัยและคิดมาก แต่กระนั้นก็ไม่พยายามจะเซ้าซี้ลูกสาว พอถึงวันที่ 10 ช่วงเช้า ไปเจอพ่อกับแม่ ญาติอีกสองสามคนที่หอพักน้องชาย ตัวเราอย่างอ้วนเลยนะ ไม่เหมือนคนป่วย หน้าตาก็ปกติไม่ได้เศร้าอะไรมากมาย เพื่อนก็ไม่ได้บอกก่อนนะว่าฉันต้องเจอกับอะไร ให้ฉันไปเจอเอง แล้วฉันก็ไม่ได้พยายามถามด้วยว่าผลชิ้นเนื้อฉันเป็นยังไง ก่อนเข้าไปฟังผลฉันขอเข้าไปตกลงกับอาจารย์ผู้ที่จะบอกข่าวร้ายให้พ่อกับแม่ฟัง (แต่เป็นข่าวดีสำหรับฉันนะ เพราะฉันจะได้รักษาแล้ว) ก็ขอร้องอาจารย์ว่า "ไม่ว่าอาจารย์จะบอกว่าหนูป่วยเป็นโรคอะไร แต่หนูขอให้อาจารย์พูดให้พ่อกับแม่หนูฟังว่าหนูป่วยเป็นโรคที่ซอฟท์ที่สุดนะคะ" (ขีดเส้นใต้คำว่าซอฟท์ที่สุด) อาจารย์ก็รับปาก จากนั้นฉันก็เดินออกมาบอกพ่อกับแม่ว่า "ไม่ว่าอาจารย์จะพูดอะไร พ่อกับแม่ห้ามร้องไห้เด็ดขาด ห้ามเด็กขาดนะ เพราะน้ำตาไม่ได้ช่วยอะไร(ให้หนูห่วยป่วย ความเข้มแข็งเท่านั้น)" จากนั้นก็พาทั้งสองฝ่ายมาเจอกัน ท่ามกลางนักศึกษาปี 5 เพื่อนกันทั้งนั้นเลย โอยช่างดูวุ่นวายไม่เหมือนการมาฟังคำพิพากษาชีวิตเลย อาจารย์ท่านก็รักษาสัญญาดีนะคะ บอกว่าน้องป่วยเป็นเนื้อร้าย ต้องรีบผ่าตัดอย่างเร่งด่วนที่สุด แล้วก็ต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองออกไปด้วย ฉันฟังถึงตรงนี้รู้แล้วว่าฉันป่วยเป็นมะเร็งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะแอบไปค้นคว้าหาข้อมูลมาก่อนแล้ว แต่แม่น่ะสิ หลุดปากถามอาจารย์ไปว่า "สรุปว่าลูกสาวป่วยเป็นมะเร็งใช่มั้ยคะ" อาจารย์ตอบแม่ว่าใช่ แต่แม่ไม่ได้ร้องไห้นะ หลังจากออกจากห้องฟังผลแล้วสิ แม่ร้องไห้ เหมือนว่าฉันตายไปแล้ว ไม่ได้ป่วยแต่ตายไปเลย คือร้องไห้หนักมาก แทบจะเป็นลม พ่อไม่ร้องแต่น้องชายร้องไห้นิดหน่อยค่ะ เราก็บอกแม่ไปว่า "เป็นได้ก็หายได้ แค่ผ่าตัดเอง" จากนั้นพ่อก็พาแม่กลับสกลนครค่ะ ก่อนกลับก็อ้อนวอนว่าให้ฉันลาออกจากงาน กลับไปอยู่บ้าน แม่จะดูแลฉันเอง ฉันก็เป็นงงๆ อยู่นะ คือฉันไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย แค่มีนัดผ่านัดแบบใกล้ชิดกันอาจารย์ ร่างกายยังปกติ แข็งแรงดี แล้วทำไมต้องทำตัวเป็นคนป่วย ฉันบอกแม่ว่าไม่กลับบ้าน แต่จะกลับไปทำงาน ไปใช้ชีวิตปกติ เมื่อวานทำตัวยังไง วันนี้และวันพรุ่งนี้ฉันก็จะทำตัวอย่างนั้น เพราะฉันไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็งแค่วันนี้ที่รู้ผล แต่ก่อนหน้านั้นฉันก็เป็นมะเร็งอยู่ก่อนแล้ว เพียงแค่ฉันไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง แล้วทำไมฉันต้องยอมให้ความจริงข้อนี้มาทำให้การใช้ชีวิตของฉันเปลี่ยนไป..
 
หลังจากพ่อและแม่กลับไป ฉันถึงค่อยๆปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมา..
ฉันไม่ได้กลัวตาย แต่ฉันรู้สึกผิด รู้สึกผิดที่ทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์ รู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อน ทำให้คนรอบข้างเป็นทุกข์..
 
6. คุณตะวันเตรียมตัวอย่างไรก่อนที่จะเริ่มมีการรักษาต่างๆ ทั้งเตรียมร่างกาย เตรียมจิตใจอย่างไร
- ก่อนจะมีการรักษาแบบจริงๆจัง ๆ เหรอคะ ฉันก็ขอไปเที่ยวผับให้ฉ่ำปอดก่อนค่ะ เรื่องจริงนะคะ ไม่ได้พูดเล่น ^^
 
เอออย่าเพิ่งรวมคำตอบนี้นะ ฉันล้อเล่น แต่คือเรื่องจริงนะเธอ :p
 
พอแค่นี้ก่อนนะคะ แล้วเจอกับคำถามที่เหลือค่ะ : )
 

Comment

Comment:

Tweet

พี่ตะวัน เก่งจัง surprised smile surprised smile surprised smile

#4 By Tangmo Talala on 2012-10-12 23:28

ลงตอนต่อไปเมื่อไรบอกอิงด้วยนะพี่หวาน
จะติดตามผลงาน open-mounthed smile confused smile
อ่านแล้วเหมือนฟังเรื่องเล่าสักอย่าง
แบบ club friday 55555

#3 By Eng2day (103.7.57.18|115.67.162.35) on 2012-10-12 00:16

ไม่กล้าเดานะว่าจะใช่คุณคนนั้นหรือเปล่า (แอบกลัว) คือไม่คิดว่าคุณคนนั้นจะชอบอ่านนะคะ แบบดู contrast น่ะ #คุณพี่ชายทีโบน : )

#2 By Tawan Shine on 2012-10-11 20:16

ลงชื่อตามอ่านอยู่เหมือนเดิม

#1 By บักเจิด (103.7.57.18|110.168.167.4) on 2012-10-11 17:10

Code Here.