คำถาม..ที่ต้องตอบ (2)

posted on 11 Oct 2012 20:59 by tawanlalla in Cancer directory Diary
ก่อนที่จะไปพบกับคำถามข้อที่ 6 นั้น ตะวันขอตอบคำถามข้อที่ 5 ต่ออีกนิดได้มั้ยคะ รู้สึกว่ายังตอบไม่ครอบคลุมคำถามค่ะ
 
5. เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้แล้ว ครั้งแรกเลย รู้สึกอย่างไร และเริ่มรับมือกับมันอย่างไรครับ รวมทั้งคนรอบข้างที่รู้ว่าคุณเป็นโรคนี้ คุณรับมือกับความรู้สึกของพวกเขาอย่างไร ทั้งเพื่อน ครอบครัว และทุกคนที่คุณรู้จัก
- หลังจากที่รู้แล้วว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ก็ไม่ค่อยเครียดนะ คือปกติคนที่รู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็ง เขาน่าจะเครียด เศร้า น้ำหนักลด กินข้าวได้น้อยลง คือเราปกตินะ เหมือนเดิมทุกอย่าง คือเมื่อวานใช้ชีวิตยังไง วันนี้ก็ไม่ต่างกันเลย กินได้ นอนหลับปกติ ไม่ค่อยร้องไห้ก่อนนอน ยกเว้นบางคืนที่รู้สึกเครียดจริง ๆ แต่ไม่เคยพึ่งยานอนหลับนะ ส่วนคนรอบข้างไม่ค่อยแน่ใจนะ เพราะไม่เคยถาม ไม่รู้ว่าเขาห่วงเราแค่ไหน เพื่อนบางคนก็ไม่กล้าคุยกับเรานะ กลัวบางคำถามกระทบใจเรา น้องชาย พ่อกับแม่ ตะวันไม่เคยบ่นนะว่าจริง ๆ แล้ว ข้างในใจลึกๆ เราแอบซ่อนอะไรไว้ คือปล่อยให้ น้องชาย พ่อแม่ แสดงบทบาทของตัวเองต่อไป โดยไม่มีการแชร์ความรู้สึกของตัวเองให้คนอื่นรับรู้ เราก็ไม่อยากรับรู้หรอกนะว่าความคิดของเขาเป็นยังไง รู้นะว่าพ่อกับแม่เจ็บปวด เป็นทุกข์ แต่ขอแค่เขาไว้ใจและเชื่อมั่นในตัวเรา อย่าร้องไห้ อย่าอ่อนแอ อย่าทำหน้าเศร้า เพราะลูกยังยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ล้มป่วยลงแต่อย่างไร ยังปกติดี ขอให้เขาเข้มแข็งเพื่อฉัน เพราะฉันยังเข้มแข็งเพื่อทุกคนเลย เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน ยอมรับว่าช่วงนั้นเกลียดความอ่อนแอมาก เลยเลือกที่จะพูดถึงตัวโรคให้น้อยที่สุด ใช้ชีวิตอย่างคนปกติ รอวันกลับมาผ่าตัด คือบอกแม่กับพ่อว่าป่วยเป็นมะเร็งแค่ระยะที่ 2 เอง หลังผ่าตัดไปปีกว่าค่อยบอกแม่ว่าจริง ๆ แล้วเป็นระยะสุดท้ายต่างหาก เหมือนเรายอมแบกรับทุกอย่างเอาไว้คนเดียว ให้คนอื่นรู้ในส่วนที่เขาควรรู้ ซึ่งมันเป็นผลดีต่อตัวเราเองและตัวเขาด้วย
 

 
6. คุณตะวันเตรียมตัวอย่างไรก่อนที่จะเริ่มมีการรักษาต่างๆ ทั้งเตรียมร่างกาย เตรียมจิตใจอย่างไร
- ตอนแรกนัดผ่าตัดวันที่ 20 มีนาคม 2552 แต่ด้วยความเมตตาของอาจารย์ เลยเลื่อนมาเป็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เนื่องด้วยคนไข้เป็นระยะสุดท้าย บวกกับอายุยังน้อย อีกอย่างเริ่มพูดไม่ชัด และต้องหยอดยาชาบริเวณแผลก่อนกินข้าว ไม่งั้นจะกินข้าวไม่ได้เลย อาจารย์ท่านสงสารค่ะ แม่ยังไม่เลิกตื้อว่าให้ออกจากงานแล้วกลับมาอยู่บ้าน แม่จะดูแลเอง เราก็ดื้อแพ่งไม่กลับ ขอใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ก็หนูไม่ได้ป่วยนี่คะ ก่อนผ่าตัดก็ยอมรับว่าใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก นัดเจอเพื่อนๆ ไปกินข้าวกัน พูดจากันปกติ และไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องมะเร็งเลย อยากกินอะไร อยากไปเที่ยวไหน เพื่อนเต็มใจพาไปหมด พอกลับมาขอนแก่น เพื่อนที่นี่ก็พาตะลอนทัวร์กินของอร่อยๆ เพราะรู้ว่าชีวิตหลังผ่าตัดจะเปลี่ยนไป ไม่มีอะไรเหมือนเดิม แค่อยากจดจำชีวิตก่อนผ่าตัดให้ได้มากที่สุด ก็ไม่เครียดนะ นอนหลับปกติ จำได้ว่าวันที่แอดมิดวันแรก (แอดมิดวันพุธ ผ่าตัดวันศุกร์) เราเบื่อมาก ไม่รู้จะทำะไร ก็ขอคุณพยาบาลออกไปเล่นนอก รพ. ขอกลับไปนอนกับเพื่อนที่หอคณะ แล้วจะกลับมาผ่าตัดตามสัญญา ไม่หนีไปไหนแน่นอน แต่คุณพยาบาลไม่อนุญาต เพราะผิดกฎ รพ. เราก็เบื่อๆ เซ็งๆ เป็นคนป่วยที่ไม่เหมือนคนป่วยเลย
 
แล้ววันนั้นก็มาถึง เช้าวันศุกร์ที่ 28 กพ. เราตื่นเช้ามาก อาบน้ำ สระผม (ผมยาวมาก เพิ่งดัดเป็นลอนมาได้2อาทิตย์ เหตุเพราะถ้าเกิดต้องตายจริง ๆ ขอตายแบบสวยไว้ก่อน ตัดหน้าม้าสั้นเต่อ คือคิดแบบนี้จริง ๆ นะ เลยไปตัด-ดัดผมก่อนมารักษาตัว) แต่งตัวรอ เจ็ดโมงเข้าก็มีคนเข็นรถนอนมารับ ใช่เลย ทั้งวอร์ดมีเราคนเดียวที่ต้องเข้าผ่าตัดวันนี้ น้ำตาเริ่มเอ่อ พยายามจะไม่ร้องไห้ แต่อดใจไม่ไหว ยิ่งมองเห็นเพื่อนๆ มาส่งเข้าห้องผ่าตัดแล้ว ยิ่งร้องไห้ เป็นการร้องไห้ครั้งแรกให้กับโรคมะเร็ง ความกลัวเริ่มก่อขึ้นในใจ อยากวิ่งหนีแต่ก็หนีไม่พ้น ไม่มีวันหนีพ้น ชีวิตหลังจากพรุ่งนี้ไปไม่มีอะไรเหมือนเดิมแล้ว ถ้าเกิดว่ารักษาหายแต่ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่บนโลกนี้อีกนานแค่ไหน เริ่มมีคำถามเข้ามาในหัวว่าทำไมต้องเป็นเรา เราทำอะไรผิด ทำไมเรื่องแย่ๆ ต้องเกิดกับเรา ตอนนั้นอยากร้องไห้แบบทรุดลงไปกองกับพื้นมาก หรือไม่ก็ขอร้องไห้ในอ้อมกอดของพ่อก็ได้ ฉันอยากบอกพ่อว่าฉันเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยที่ต้องเสแสร้งว่าฉันเป็นคนเข้มแข็ง ไม่แยแสโรค แต่ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะถ้าฉันอ่อนแอเมื่อไหร่ ใจของคนเป็นพ่อไม่ดีแน่ๆ เมื่อคิดได้ก็เลยเลิกร้อง เช็ดน้ำตาให้ตัวเองแล้วก็นอนรออาจารย์ในห้องผ่าตัด
 
เหมือนจะเป็นคนเข้มแข็งนะ แต่บางมุมนั้นก็แสนจะเปราะบางเหลือเกิน ฉันก็ไม่ต่างจากคนป่วยทั่วไปหรอก เพียงแต่ฉันสามารถควบคุมความรู้สึกได้ดีและแสดงออกมาอย่างคนเข้มแข็ง แค่นั้นเอง

โอยขอบ่น ไม่มีใครบอกฉันว่าชีวิตหลังผ่าตัดที่ต้องนอนแอ้งแม้งในห้อง ICU นั้นหายนะแค่ไหน โอยมันบัดซบมาก ขอบอก (คุณ บก กรุณาเซนเซอร์ด้วยนะคะ)
 

 
7.  เท่าที่ทราบ คุณตะวันได้รับการรักษาทั้งผ่าตัด, เข้ายาเคมี และฉายแสง การรักษาเหล่านี้ มีผลต่อร่างกายและจิตใจคุณตะวันอย่างไรครับ
- หลังผ่าตัด ฉันต้องนอนนิ่ง ๆ ในท่าหงาย ห้ามขยับตัว แรกๆก็ไม่ชิน เพราะเป็นพูดมาก แล้วพูดไม่ได้ รู้สึกเหมือนตัวเองถูกขังในห้องกระจกที่เรามองเห็นคนภายนอก แต่พวกเขามองไม่เห็นฉันนะ พยายามตะโกนสุดเสียงแต่ไม่มีใครได้ยิน ก็เลยปลงตกในชีวิต และจินตนาการไม่ออกจริงๆ กับสภาพตัวเองว่าน่าสงสารเพียงใด (เพื่อนที่มาเยี่ยมตอนพักที่ห้อง ICU เนี่ยร้องไห้หลายคนนะ เพื่อนบอกสงสาร สงสารที่ตะวันพูดไม่ได้) ให้กำลังใจตัวเองว่าอาการเหล่านี้จะดีขึ้นทุกวัน แค่อดทนให้มากพอ 10 วันผ่านไป ตอนนั้นพักอยู่วอร์ดธรรดา ถึงวันที่ต้องแกะเฝือกที่แขนข้างซ้าย ไม่มีใครบอกล่วงหน้าว่าอาจารย์จะผ่าแขนยังไง ครั้งแรกที่เห็นคือตกใจกับสภาพแขนตัวเองมาก แล้วกลัวแขนตัวเองสุด ๆ คือไหมสีดำแล้วเย็บหลายเข็ม ยังกับตัวตะขาบเกาะอยู่ที่แขน อยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออก อายหมอ แล้วอีก 5 วันถัดมา เป็นวันที่สามารถเดินได้แล้ว ก็เดินไปเข้าห้องน้ำ ก็ตกใจกับสภาพหน้าตัวเองอีก หน้าไม่เท่าไหร่ แต่แผลที่ผ่าบริเวณคอ ก็แอบไปร้องไห้คนเดียวในห้องน้ำ ปลง ปลง (ไม่สวยแล้วยังมีแผลเป็นเต็มไปหมดอีก อนาถใจ)
 
ก่อนผ่า อาจารย์บอกว่ามะเร็งชนิดที่หนูเป็นนั้น ไม่ค่อยถูกกับการฉายแสงและเข้าคีโมเท่าไหร่ แค่ผ่าตัดก็พอแล้ว เราก็ใจชื้นเพราะแค่ผ่าตัดเอง แต่หลังจากที่ไป consult ภาควิชารังสีวิทยาแล้ว ตะวันต้องเข้ารับการฉายแสงค่ะ เพราะเป็นหนักเหลือกิน และต้องเข้าคีโมร่วมด้วย พอรู้ข่าวว่าต้องทำทั้งสองอย่างเพิ่มก็ร้องไห้อีก ร้องเพราะกลัวหน้าไหม้ ฉายแสงหน้าจะไหม้ และกลัวผมร่วง เพราะต้องเข้าคีโม อย่างอื่นไม่กลัวเลย จริง ๆ 
 
อาจารย์ท่านหนึ่งเคยถามว่า ระหว่างผ่าตัด ฉายแสง และเข้าคีโม ถ้าให้เลือก ตะวันจะเลือกการรักษาขั้นตอนไหนที่คิดว่าทรมานน้อยสุด และเพราะอะไร ฉันเลือกขั้นตอนผ่าตัดนะ เพราะแผลที่ผ่าดีขึ้นทุกวัน ซึ่งสวนทางกันกับการฉายแสงและเข้าคีโม สองอย่างนี้อาการแย่ลงทุกวัน ช่วงที่ต้องฉายแสงขอพ่อแม่มาพักอยู่หอคนเดียว พ่อกับแม่ก็ยอมนะ เพราะเราดื้อด้วยแหละ อยากอยู่คนเดียว แต่ฉันมีเหตุผลนะ คือสภาพมันแย่ลงทุกวัน แล้วแม่เป็นคนที่เซ้นซิทีฟมาก นิดนึงก็ร้องไห้ ก็จะกันแม่ออกไปไม่ให้รับรู้ความทรมาน ฉายไป 20 แสง เริ่มเจ็บคอ กินข้าวไม่ได้แล้วนะ ข้าวต้มก็ไม่ได้ เพราะจะรู้สึกเผ็ดมาก ช่องปากเราเหมือนเด็กทารกอีกครั้ง เผ็ดแม้กระทั่งต้นหอมในโจ๊ก และลิ้นรับรสชาติไม่ได้ กินข้าวไม่อร่อยเลย แต่เราต้องฝืนกินเพื่ออยู่ เคยเห็นนมถั่วเหลืองกล่องใหญ่ ๆ แบบครึ่งลิตรมั้ย? ฉันต้องกินตอนเช้าทุกวัน และไม่ได้นั่งกินธรรมดาเหมือนคนปกตินะ ต้องแหงนคอให้สูงที่สุดให้เป็นแนวตรง เพื่อลดการกระแทกของนมกับแผลในคอเวลากลืน ร่างกายเริ่มเหนื่อยเพราะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ แต่ต้องอดทน หิวแต่กินไม่ได้ จำได้ว่าเย็นวันหนึ่งพยายามจะกินกล้วยลูกเล็กๆ แต่กินเข้าไปแล้วเจ็บคอมาก (การฉายแสงทำให้เกิดแผลในลำคอ) กินกล้วยลูกนิดเดียวแต่ไม่หมด เลยนั่งร้องไห้ เหมือนเด็กเลย บอกกับตัวเองเลยว่าไม่ไหวแล้วสำหรับความทรมาน ขอตายดีกว่า คือเจ็บมากแล้วพูดกับใครไม่ได้ พูดไปก็ไม่มีใครเข้าใจ ก็ก้มหน้าร้องไห้อยู่ในห้องคนเดียว ไม่เคยบอกพ่อกับแม่เลยนะ จนทุกวันนี้ก็ไม่เคยเล่นให้ท่านฟังเลย จากนั้นก็คิดได้ว่า "ที่เรารู้สึกเจ็บ เพียงเพราะเราอดทนไม่พอใช่มั้ย? ถ้าเราอดทนมากกว่านี้ เราจะไม่รู้สึกเจ็บ" แล้วก็เลิกร้องไห้ 
 
หลังจากเจอมรสุมฉายแสงเล่นงานชีวิต ก็ทำให้ใจยอมรับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดจากการเข้าคีโม ก็งงว่าทำไมคนอื่นเข้าคีโมเป็นเวลา แต่ทำไมฉันต้องเข้า 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 5 วันด้วย มากเกินไปหรือเปล่า คือสูตรยาของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ เข้าคีโมก็แพ้ไป แพ้แบบเกือบตาย แต่ก็ฟื้นกลับมา และลงเอยด้วยการไปนอนในห้อง ICU 3 วัน 2 คืน และเลิกเข้าคีโมอีกเลย การรักษาก็เลยจบอยู่แค่นั้น คีโมคอร์สเดียว เปรี้ยวซะ!!
 
สรุปว่าการรักษาทั้ง 3 ขั้นตอนมีผลต่อความสวยงาม ทำให้ความสวยงามลดลงไปอย่างน่าใจหายจนคนไข้ถึงกับต้องหลังน้ำตา แล้วฉันจะตอบยาวทำไมเนี่ย :p
 

 
ปล. อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว คุณน้องคิดว่าคุณพี่ตอบถามเหมือนแพนเค้กใช่มั้ยคะ? คือตอบอะไรไม่รู้เรื่องเลยอ่ะค่ะ ไม่รู้สิ เจ้แค่อยากตอบให้ครอบคลุมความรู้สึกเจ้ ขนาดนี้ยังตอบไม่หมดเลยนะคะคุณน้อง รบกวนคุณน้องสรุปย่อความเองนะคะ ขอบคุณค่ะ : )

Comment

Comment:

Tweet

มันยากตอนพยายามเป็นเข้มแข็ง (ทั้งๆที่เราเป็นคนที่อ่อนแอสุดๆ)นี่แหละเนอะ 

#3 By Tangmo Talala on 2012-10-12 23:57

ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจและคำอวยพร
ขอให้มีความสุขเช่นกันนะคะ : ) 
ปล. พอดีว่าเขียน blog ไว้ตั้งนานแล้วค่ะ ตามอ่านได้ตามสะดวกเลยนะคะ ถ้าอ่านแล้วงง ๆ ก็อย่าว่ากันนะ พอดีว่ามือใหม่หัดบ่นค่ะ : )

#2 By Tawan Shine on 2012-10-11 22:57

ได้เข้ามาอ่านแล้วก็ตามอ่านย้อนหลัง
เป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งมากๆเลย
สู้ๆนะคะ ขอให้มีจิตใจที่เข้มแข็งและพร้อมจะสู้ต่อไป
ขอให้แข็งแรงขึ้นในเร็ววันนะคะHot! Hot! Hot!

#1 By Takoyahoya on 2012-10-11 22:50

Code Here.