คำถาม..ที่ต้องตอบ (จบ)

posted on 12 Oct 2012 20:44 by tawanlalla in Cancer directory Diary
เพื่อนบางคนเข้ามาอ่านแล้วบอกว่า "เดจาวู" มาก ๆ อ่านแล้วนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
เอาล่ะเรามาต่อกันที่คำถามข้อที่ 8 เลยแล้วกันนะคะ พอดีน้องหมอรีบปิดต้นฉบับ
หลังจากที่ดองงานไว้นานมากแล้ว : )
 
8. การรักษาตัวของคุณตะวันใช้เวลานานแค่ไหน กว่าจะเริ่มดีขึ้น และหายแข็งแรงเป็นปกติอย่างทุกวันนี้
- ยอมรับเลยว่ากำลังใจมีผลทำให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วมากค่ะ ถ้าไม่นับว่าการฉายแสงและการเข้าคีโมทำให้ร่างกายอ่อนแอ ปกติตัวเราเป็นคนซน ๆ อยู่นิ่งไม่ค่อยได้ ก็จะพยายามทำนู่น ทำนี่ กินนู่น กินนี่ น้ำหนัก็ค่อยเพิ่ม ๆ ขึ้น ร่างกายก็แข็งแรงขึ้น คือพอร่างกายไม่มีแรง รู้สึกเหนื่อย บางคนก็จะนอนซม แต่เราไม่เคยเลยค่ะ ไม่เคยนอนซม เพราะบอกตัวเองอยู่เสมอว่าถ้าทำตัวเองให้ป่วย ร่างกายก็จะป่วยตาม โดยรวมก็ประมาณปีนึงค่ะ  แต่ความจริงแล้วหลังผ่าตัด 8 เดือนก็ไปร่วมงานรับปริญญาเพื่อนที่กรุงเทพแล้วค่ะ จำได้ว่าตอนนั้นหัวฟูมาก คือผมร่วงไปบางส่วนค่ะ ทำให้ดผมดูบางและฟู และหน้าก็ยังมีรอยดำจากการฉายแสงอยู่เลย สภาพภายนอกดูเป็นคนป่วย แต่ใจไม่ป่วยนะคะ ต้องขอบคุณแม่ด้วยที่ยอมปล่อยลูกสาวให้ตะลอน ๆ ไปเที่ยว
 
9. ตลอดระยะเวลาการรักษา คุณตะวันมีวิธีดูแลสุขภาพร่างกาย และจิตใจอย่างไรครับ รวมทั้ง คนรอบข้าง มีส่วนช่วยดูแลคุณตะวันอย่างไร
- รู้สึกว่าคำถามนี้ตอบยากจังนะคะ ที่บอกว่าตอบยากคือว่า ไม่ค่อยได้ใส่ใจว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งค่ะ คือไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็น แค่เคยเป็นค่ะ แต่จะบอกตัวเองประมาณว่า "วันนี้เราไม่สบายนะ เราต้องผ่าตัด ต้องฉายแสง และเข้าคีโม เราต้องอดทนในกระบวนการการรักษาทั้งหมด ไม่ใช้อดทนเพราะความทรมานที่เกิดจากตัวโรค" ก็กลายเป็นว่าเรามองข้ามโรคไป แต่กลับไปโฟกัสที่การรักษาแทน คือความทรมานทุกอย่างเกิดขึ้นจากการรักษา แล้วเราสามารถควบคุมมันได้ คือเจ็บตรงนี้ เพราะสาเหตุนี้ เรารู้สาเหตุเราก็รักษาอาการเจ็บได้ถูกจุด แต่อยู่ที่ใจเราว่าจะอดทนได้ตลอดการรักษาหรือไม่ และต้องดูแลใจให้ดีตาม ส่วนพ่อแม่ น้องชาย เขาก็ไม่ค่อยถามนะว่าเราเจ็บตรงไหน อะไรยังไงหรือเปล่า ก็ต้องขอบคุณเขาที่เขาไม่ถาม เพราะถ้าถามแล้วเราตอบไป เกรงว่าจะรับคำตอบกันไม่ได้ เรายอมเก็บไว้คนเดียวดีกว่า คือความทรมานอยู่กับเรานานก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่กับเราตลอดไป ถูกมั้ยคะ แล้วเขาไม่โอ๋เราด้วย ไม่พยายามจะสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนว่าเราป่วยมาก (จริง ๆ ไม่ป่วยเลย เพราะเป็นคนปกติดีๆ นี่แหละ แต่ถูกจับไปผ่าตัด อะไรทำนองนั้นค่ะ) เราต้องรีบทำตัวให้กลับมาเป็นปกติให้เร็วที่สุด อีกอย่างเรื่องก็แล้วไปแล้ว เขาไม่พยายามจะรื้อฟื้นความหลัง ไม่เคยถามด้วยซ้ำว่าจริง ๆ แล้วสาเหตุที่เป็นโรคนี้ เกิดจากอะไร เขาคงกลัวว่าถ้าพูดขึ้นมาแล้วจะแทงใจดำลูกสาวหรือเปล่า (แต่ความจริงไม่ค่ะ เฉยมาก ถ้าใครถามเรื่องมะเร็ง ก็ยินดีเล่าค่ะ)
 

 
10. ทุกวันนี้คุณตะวันยังต้องไปพบแพทย์อยู่มั้ย ไปบ่อยแค่ไหน แล้วแต่ละครั้งนี่ได้ทำอะไรบ้างครับ (ไม่รวมที่เจ๊ไปเวิ่นเว้อ แอ๊วผู้ชายในคณะกะพวกหนูนะคะ ^^)
- ไปค่ะ ไปพบคุณหมอทุก ๆ 6 เดือน แต่ละครั้งที่ไปก็จะต้องไปพบคุณหมอคีโม คุณหมอรังสี และคุณหมอที่ผ่าตัด ก็แล้วแต่ว่าแต่ละครั้งที่ไปคุณหมอจะสั่งให้ตรวจอะไรบ้าง อาจจะสั่งทำเอกซเรย์ปอด และทำอัลตราซาวด์ช่องท้องร่วมด้วยค่ะ ทุกครั้งที่ไปก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากคุณหมอจะสัมภาษณ์ว่าเป็นยังไงบ้าง มีอะไรแปลกปลอมเกิดขึ้นตรงไหนมั้ย ส่วนใหญ่ก็จะไม่มีอะไรค่ะ ปกติดีทุกย่าง
 
11. ปัจจุบันนี้ คุณตะวันดูแลตัวเองอย่างไร
- ขอตอบสั้น ๆ ได้มั้ยคะ พอดีว่าไม่ได้ดูแลอะไรตรงไหนเป็นพิเศษเลย
แค่ใช้ชีวิตอย่างคนปกติและไม่คิดว่าตัวเองป่วย มองโลกในแง่ดีแล้วเราก็จะมีความสุขค่ะ
 
12. คุณตะวันคิดว่า สังคมมองเราอย่างไร กับการที่ "เคย" เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง และรักษาตัวจนหายแล้ว
-จากที่เคยไปสัมผัสมานะคะ รู้สึกว่าเขาจะมองว่าเราเป็นคนป่วยโรคมะเร็งอยู่ตลอดเวลานะ ไม่รู้สิคะ บางคนก็คิดว่าโรคนี้รักษาไม่หาย หรือหายก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ยิ่งเรามีแผลเป็นอยู่ทั่วตัวแบบนี้ เขายิ่งมองว่าเราเป็นคนป่วยค่ะ

13. ขอถามตรงๆนิดนึงนะครับว่า เคยคิดมั้ยว่า ตัวเองจะรอดมาได้จนทุกวันนี้ (อันนี้เจ๊ไม่ตอบก็ได้นะคะ)
- วันที่อาจารย์บอกเราว่าเราเป็นมะเร็ง ตอนนั้นเรายังไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับโรคนี้ ก็แค่บอกตัวเองไปว่า "ผ่าตัดเดี๋ยวก็หาย แต่จะอยู่ต่อไปได้อีกกี่ปี เราค่อยว่ากัน" รู้สึกเหมือนตัวเองยอมผ่าตัดเพื่อซื้อเวลา ยังไงก็ยังไม่ตายตอนนี้แน่นอน แต่พอผ่านไปสักพัก เราเริ่มมีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้น แล้วระยะที่เราเป็นนั้น (ระยะสุดท้าย) บวกกับอายุยังน้อย หลังผ่าไปแล้วไม่น่าจะอยู่ได้เกิน 6 เดือนแล้วก็กลับมาเป็นซ้ำ อันนี้คืออาจารย์สารภาพกับเราเองเลยว่า "ตอนที่ผ่าตัดให้หนูอยู่ อาจารย์ไม่คิดว่าหนูจะรอด อย่างมากก็ซื้อเวลาได้อีก 6 เดือน" ฟังแล้วก็อยากจะร้องไห้ แต่อายอาจารย์เลยไม่ได้ร้อง ได้แค่ยิ้มตอบกลับไป 
 
14. แล้วในอนาคต วางแผนไว้อย่างไรกับชีวิตบ้างครับ
- แผนระยะยาวยังไม่มีนะคะ เพราะเหมือนใช้ชีวิตปีต่อปีค่ะ ยังไม่คิดอะไร ส่วนเรื่องงาน บอกตามตรงว่าใจไม่กล้าพอที่จะเดินเข้าไปสมัครงาน กลัวมาก กลัวเขาตัดสินเราจากการที่เราพูดไม่ชัด เรามีแผลเป็นทั่วตัว และเราเคยป่วยเป็นมะเร็ง คือเคยไปสมัครครั้งนึงแล้วเจออะไรทำนองนี้ มันบั่นทอนจิตใจเรามากเลยนะ จำได้ว่าร้องไห้ เหมือนความอดทนเราใช้ไปหมดแล้วในการรักษาทุกขั้นตอน ถึงตอนนี้เราไม่เหลือแล้ว คือกำแพงที่เคยสร้างไว้สูง ๆ มันเหมือนจะถล่มลงมาง่าย ๆ ยอมแพ้เลยค่ะ ถ้าเจอเรื่องแบบนี้ เหมือนเราโดนสะกิดปมในใจ เราเองก็ไม่ได้จะอยากพูดไม่ชัดนะ คือมันเป็นโชคชะตาของเรามากกว่าค่ะ เราเลือกไม่ได้ ก็เสียใจบ้างบางครั้ง ตอนนี้ก็เลยอยู่บ้าน อยู่ดูแลพ่อกับแม่ ให้น้องชายออกไปทำงานแทนพี่สาวค่ะ (ยิ้ม) ตอนนี้ก็คิดเรื่องบริจาคร่างกายอยู่ค่ะ ซึ่งพ่อกับแม่ก็น่าจะยอม ก็อยากทำประโยชน์ให้กับคนอื่นบ้าง บริจาคร่างกายให้นิสิตแพทย์เอาไปศึกษา ไหนๆ เราก็เดินมาทางสายนี้แล้ว ไม่ใช่สายแพทย์นะคะ สายคนป่วยค่ะ : )
 

 
15. ถ้าเกิดสมมติว่า ตัวเองกลับมาเป็นโรคนี้อีกครั้ง (recurrent) คิดว่าจะจัดการกับมันได้อยู่หรือไม่
- ต้องดูก่อนว่าการกลับมาของเขาทำร้ายเรามากแค่ไหน ถ้าทำร้ายแบบไม่สามารถรักษาได้แล้ว ก็ยอมรับและยินดี ก็พร้อมที่จะจากโลกนี้ไปค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขอสู้กับมันก่อนนะคะ ไม่ใช่ว่าพอรู้ว่ากลับมาเป็นอีกครั้งก็ทรุดเลย ป่วยเลย ทั้ง ๆ ที่ร่างกายยังปกติแข็งแรงดี ต้องให้โอกาสร่างกายและใจได้ต่อสู้กับโรคนี้อีกสักครั้งก่อนค่ะ ส่วนตัวไม่ห่วงความรู้สึกตัวเองเท่าไหร่ แต่จะเป็นห่วงความรู้สึกคนรอบข้างมากกว่า เขาจะรับได้มั้ย? เราไม่มีปัญหานะ เพราะตอนนี้ความคิดเราไปไกลมากแล้ว คือจะชอบวางแผนการมองโลก แง่คิดชีวิตให้ตัวเองค่ะ บางครั้งก็สมมติว่าถ้าวันนี้เขากลับมาอีกครั้ง เราจะทำยังไง? คือคุยกับตัวเองตลอด และไม่เคยคิดว่าตัวเองจะหายขาด เพื่อนก็จะชอบถามว่า "หายขาดหรือยัง" เราก็จะบอกเขาไปว่า "อย่าพูดว่าหายขาดเลยนะ แค่โอกาสกลับมาเป็นมะเร็งมากกว่าคนปกติ" แล้วก็จะไม่อ้อนวอนขอมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วย ก็เคยพูดเปรย ๆ กับแม่ไปบ้างแล้วค่ะ
 
16. อยากพูดหรือฝากอะไรถึงคนที่เป็นผู้ปวยโรคมะเร็งอยู่ในขณะนี้ หรือกำลังรักษาตัวอยู่บ้างครับ
- สำหรับท่านใดที่กำลังป่วยเพราะโรคร้ายโรคนี้อยู่ ก็ขอให้ท่านมีกำลังใจที่ดีให้กับตัวเอง ท้อได้แต่อย่าถอย วันนี้เรามีโอกาสได้รักษาก็นับว่าโชคดีกว่าใครๆหลายคน เพราะบางคนไม่มีโอกาสได้รักษาแต่กลับล้มหายตายจากไปเลยก็มี บางโรคแทบไม่มีโอกาสได้รักษา เช่น โรคหัวใจวาย หรือแม้แต่อุบัติเหตุ ซึ่งป่วยเป็นโรคอะไรก็ตายได้ทั้งนั้นค่ะ ไม่ช้าก็เร็ว ขึ้นอยู่กับว่าเราได้ให้โอกาสชีวิตเราต่อสู้กับโรคหรือเปล่า หรือมั่วแต่นั่งอมทุกข์ เศร้าใจ หมดอาลัยอาวรณ์ แม้ว่ากำลังทุกข์ใจก็ขอให้ทุกข์อย่างมีความสุข และมองโลกในแง่ดีค่ะ อยากบอกว่าโรคนี้ ถ้ากำลังใจดีอยู่แล้ว เรามีโอากาสหายแน่นอนค่ะ ทำชีวิตให้มีความสุข เขาก็จะมีความสุขเช่นกัน และเขาจะไม่กลับมาทำร้ายเราค่ะ
 
ไม่อยากให้คนไข้ทุกคนที่ป่วยโฟกัสเรื่องความตาย ไม่ว่าจะตายช้าหรือเร็ว ตะวันว่าไม่แตกต่างกันนะคะ แต่ต่างกันตรงที่ว่า ก่อนตาย..ใครมีความสุขมากกว่ากัน และใครที่ทำประโยชน์ต่อผู้อื่นมากกว่ากัน ถึงพยายามบอกค่ะว่าอยากให้มองโลกในแง่ดี ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แล้วทุกอย่างจะดีเองค่ะ กายป่วยไม่จำเป็นว่าใจต้องป่วยตาม..

17. และสุดท้าย อยากพูดหรือฝากอะไร ถึงทุกคนที่ไม่ได้เป็นโรคมะเร็งบ้างครับ
- สำหรับท่านใดที่ร่างกายปกติ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ และขอให้ท่านรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และห่างไกลจากภาวะเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคนี้ แต่ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า ท่านเกิดป่วยด้วยโรคนี้ขึ้นมา ก็ขออย่าได้ตกใจ ให้ทำใจยอมรับ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับเขานะคะ เพราะอนาคตไม่แน่นอน วันนี้เราอาจดูเหมือนคนปกติดี แต่พรุ่งนี้เราอาจได้รู้ตัวว่ากำลังป่วยอยู่ก็เป็นได้ (อย่าไปหาหมอเลยค่ะ เดี๋ยวจะรู้ว่าตัวเองป่วย #แอบเกรียน) เพราะฉะนั้นเราจึงควรทำให้ชีวิตมีความสุขในทุก ๆ วันค่ะ (แม้ว่าขณะนั้นจะทุกข์ใจอยู่ก็ตาม) 
 
 
ขอบคุณที่อ่านจบจบนะคะ : )

ปล 1. เมื่อวานหลังจากที่น้องสาวคนนึงอ่าน blog จบ ก็บอกกับเราว่า "ภาพที่หนูเหนพี่ทุกวันนี้ ทำให้นึกไม่ถึงเลยว่าเมื่อก่อนพี่หญิงเคยผ่านอะไรแบบนี้มาด้วย เก่งนะคะ หนูชื่นชมจิตใจพี่มากค่ะ" จริง ๆ เป็นคำถามที่เจอบ่อยมาก ประมาณว่ายอมรับในความเข้มแข็งของเรา แม้แต่อาจารย์บางท่านก็ยังชื่นชม ซึ่งเราก็ขอบอกตามตรงนะคะว่า "ไม่กล้าปล่อยให้ตัวเองตายตอนนี้ ก็เลยต้องอดทนให้มากพอ ก็เท่านั้นเองค่ะ" คือถ้าใครอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเรา เขาก็ต้องทำแบบเรา คิดแบบเรา ปลอบใจ(ตัวเอง)แบบที่เราปลอบตัวเอง ซึ่งอันนี้จะจริงมั้ย ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะ : )
 
ปล 2. อีกนานมากกว่าจะได้เขียน blog อีก เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดถึงกันนะคะ ให้รู้ไว้ว่าตะวันไม่มีเรื่องจะบ่นค่ะ ซึ่งหมายความว่าเธอมีความสุขดี ^^

Comment

Comment:

Tweet

เอิ่ม....
อ่านจบแล้วไม่รู้จะเม้นต์ไรดี
แต่ก็ยิ้มตลอดนะคะ
ยิ้มให้กับความเข้มแข็งของพี่ตะวัน
big smile big smile big smile

#4 By Tangmo Talala on 2012-10-13 00:15

...ทุกวันนี้เราให้โอกาสชีวิตเราได้สู้กับโรครึเปล่า...

จนทุกวันนี้ก็คิดว่า พี่หวานเก่งนะ เข้มแข็งมากจริงๆ
พูดไม่ชัดไม่เป็นไร ตัวตนพี่หวานก็ยังคงชัดอยู่
พี่หวานที่อิงรู้จัก ก็ร่าเริงได้อยู่เสมอๆ ...นั่นคือที่อิงคิดbig smile

#3 By Eng2day (103.7.57.18|115.67.162.35) on 2012-10-12 22:24

ขอบคุณค่ะพี่ดุ๊กดิ๊ก confused smile

#2 By Tawan Shine on 2012-10-12 22:13

น่าชื่นชมในความเข้มเเข็งทางด้านจิตใจ (ถึกค่ะ) ^_^

#1 By dukdik (103.7.57.18|183.88.100.34) on 2012-10-12 22:01

Code Here.