ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะมีอาการของโรค TMD ที่เพียงแค่ตื่นนอนขึ้นมา และรู้ตัวว่าเช้านี้คุณอ้าปากได้แค่สองเซนติเมตร  เหตุเกิดเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ความเครียดโดยไม่รู้ตัวได้ก่อกำเนิดขึ้นภายใน บวกกับการเล่น Candy Crush อย่างจริงจังมากจนเกินไป เกิด Stress บริเวณขมับโดยไม่รู้ตัว ซึ่งคนอื่นไม่เห็นเป็นอะไรนะ เล่นได้อย่างสบายใจ ส่วนฉัน..รู้ตัวอีกทีก็ปวดจนน้ำตาไหลย้อยแล้ว และนั่นเป็นที่มาว่าทำไมฉันต้องไป follow up นอกรอบ (ปกติมีนัดเดือนธันวาคม) 
 
หลังทำเอกซเรย์ปอดเสร็จก็เดินมายังคณะทันตแพทย์ ในระหว่างทางที่เดินมานั้นก็บังเอิญเจอกับอาจารย์พี่หนิง "เฮ้ย พี่หนิงสวยขึ้นมากเลยนะคะ" ส่วน อ พี่หนิงได้ฟังก็ตอบกลับมาว่า "ตะวันก็ยังสวยเหมือนเดิมนะ" แหม พี่หนิงพูดอย่างนี้ไปเลี้ยงข้าวหนูเลยดีกว่าค่ะ ท้าวความนิด พี่หนิงเป็นพี่ PG ผู้ซึ่งเคยร่วมงานกันมาคราก่อนสมัยที่ผ่าตัดทราบที่หลังว่า "พี่เป็นคนเจาะคอและใส่ท่อให้ตะวันเองกับมือ" อ.เล่าด้วยความภาคภูมิใจอีกแล้ว น่าหลอกให้ อ.พาไปเลี้ยงข้าวเที่ยงอย่างจริงจังนะเนี่ย (ซึ่ง อ.พี่หนิงก็ได้ไปเลี้ยงข้าวเที่ยงจริงๆ ฮาๆ) พี่หนิงให้ขนมและหนังสือ "หนึ่งคนตาย ล้านคนตื่น" ออกตัวไว้ก่อนเลยว่า 'ตะวันไม่ใช่หนึ่งคนที่ตายนะ' พูดเสร็จก็หัวเราะ จากนั้นก็ขอตัวพี่หนิงเพื่อไปเข้าเฝ้าคุณพ่อ ในระหว่างที่รอหน้าห้อง ก็คิดนะ คิดแล้วคิดอีกว่าควรเข้าไป consult อาจารย์หรือไม่ ในเมื่อกินยาแล้วอาการดีขึ้น แต่ก็นะ ไหนๆก็มาแล้ว เข้าไปเถอะ คุณพ่อคงคิดถึงเราอยู่ ว้าย! มโน!!!
 

 
เขียนถึงตรงนี้แล้วฉันขี้เกียจแนะนำตัวละครใหม่จังเลย ฮา PG มิสจิ๊บ Dent'25 ซึ่งจบรุ่นเดียวกับฉัน (ฉันจบทันตแพทย์ภาคสมทบในปีเดียวกัน บ่อยครั้งที่ถูกแซวอย่างนั้นเพราะฉันเป็นที่รู้จักไปทั้งคณะ แต่ในฐานะคนไข้นะ) แนะนำฉันให้รู้จักกับ PG คนอื่นๆ ว่านี่ "ตะวันฉายนะ เธอเป็นทุกอย่าง ยกเว้นคนไข้" ฟังแล้วอยากเอาหัวโขกพื้น พอใจ PG อีกคน ผู้ซึ่งเป็นคนรับเคสอ่านชาร์ตคร่าวๆ "นี่เธอมีประวัติการรักษาที่ยาวนานมากเลยนะ" "คือถ้าพอใจขี้เกียจอ่าน ถามเราก็ได้นะ เราสามารถเล่าให้พอใจฟังได้ในสามนาที" พอใจหัวเราะชอบใจและถามอยู่นั่นว่ารู้จักกับจิ๊บและนุ่นได้อย่างไร (ซึ่งตอนหลังคุณพ่อก็ถามว่ารู้จักกันได้ยังไง) "เพราะความป่วยนะพอใจ ทำให้เราได้เป็นเพื่อนกับ Dent'25 ทั้งหมด" พอใจยังเข้าใจผิดอีกว่าฉันจบ มข. แน่นอน ซึ่งไม่ใช่นะพอใจ เราเรียนจบที่พระนคร แต่เราน่ะมีความสามารถพิเศษ เข้าหาคนอื่นได้ง่าย โดยไม่ทำให้คนอื่นกลัว แค่นี้เราก็ได้เพื่อนใหม่แล้วล่ะ พอใจหัวเราะชอบใจ ถึงขึ้นขอ Line ไป ซึ่งไม่แน่ใจว่าขอไปเพื่อบล็อคหรือเปล่า อันนี้ไม่ได้ถามนะ LOL
 
สิบโมงกว่าคุณพ่อเดินมาถามว่า "อ้าว วันนี้มาทำอะไร" เอ่อคือหนูเป็น tmd ค่ะ (ฉันแอบเรียก "อาจารย์" ที่ผ่าตัดให้ฉันว่า "คุณพ่อ") อาจารย์ได้คำตอบแล้วก็เดินไปดูคนไข้เตียงอื่นก่อน ซึ่งคนไข้เยอะมาก ด้วยความที่เราเป็นคนไข้ของที่นี่มานาน เราเข้าใจ เรารอได้ เลยบอกพอใจว่า "พอใจตั้งใจฟังที่เราจะพูดต่อไปนี้นะ คือสาเหตุและอาการที่เราเป็น จากนั้นพอใจเขียนลงในชาร์ตนะ แล้วรายงานให้อาจารย์ฟัง คือเราไม่ได้รีบไปไหนนะ แต่เรากลัว" พอใจฟังจบ "เราก็กลัวอาจารย์เหมือนกัน แต่เฮ้ยรอก่อน เดี๋ยวอาจารย์ก็มา" แล้วก็พากันหัวเราะ แล้วก็มีพี่เรสสิเด๊นท์จากมหิดลคนนึงมาตรวจดูอาการเบื่องต้นให้ จากนั้นคุณพ่อสั่งให้ไปทำ OPG มันคือการทำเอกซเรย์ฟัน น่าจะ 180 องศานะ ไม่มีใครบอกว่าต้องทำอย่างไร และจำไม่ได้ว่าเคยทำแต่ทำยังไง ก็ไปทำเอกซเรย์ตามคำสั่ง หลังเข้าห้องไป ก็มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเข้ามาจัดแจง พร้อมกับน้องนักศึกษาปีห้าคนนึง เขาบอกให้ฉันกัดแท่นสีขาว พร้อมกับกระดกลิ้นขึ้นไปแตะเพดานปาก ฉันส่ายหัวเป็นเชิงปฏิเสธว่าฉันทำไม่ได้ จนท คนนั้นก็รัวคำถามว่าทำไมทำไม่ได้ แล้วจะเอกซเรย์ได้อย่างไร เป็นอะไร (แล้วทำไมต้องอยากรู้มากด้วย) แต่ฉันพูดไม่ได้ เพราะฟันกัดแท่นนั้นอยู่ และตำแหน่งที่ยืนก็พร้อมจะเอกซเรย์แล้ว น้ำตาคลอหน่วยเบาๆ ในใจก็บ่นไป คนที่เอาลิ้นแตะเพดานไม่ได้ ก็ผิดปกติอยู่แล้ว แล้วทำไมต้องถามเซ้าซี้ ฉันไม่เข้าใจ แล้วพอทำเสร็จฉันก็ตอบ จนท คนนั้นไปว่า ฉันเป็นมะเร็งที่ลิ้น พาตัดเกือบหมด เพราะงั้นคงเข้าใจนะว่าทำไมถึงเอาลิ้นแตะเพดานไม่ได้ พูดเสร็จก็สะบัดก้นออกจากห้องนั้นแต่โดยเร็ว พอได้ฟิล์มมาแล้ว คุณพ่อก็อ่านฟิล์มให้ เปรียบเทียบกับฟิล์มที่เคยทำไว้ก่อนผ่าตัด พบว่า (พิมพ์ไป จะโดนว่า "ตะวันเธอพิมพ์ผิด" หรือ "ตะวันเธอเข้าใจผิด มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ" ประมาณนี้มั้ยคะ?) ขอไม่พูดแล้วกันว่าฟิล์มนั้นเป็นอย่างไร จากนั้นคุณพ่อก็ส่งไป consult คลินิค pain ตอน 11 โมงครึ่ง อาจารย์จะอยู่มั้ยนะ? ซึ่งก่อนที่จะถูกส่งตัวลงไปเราเจอคนไข้คุณลุงคนนึงป่วยเป็นมะเร็งตรงไหนไม่ทราบได้ ซึ่งผ่าตัดแล้ว ฉายแสงแล้ว และ recurrent ในทันที ซึ่งอาจารย์กำลังคุยกับญาติของคุณลุงอยู่ ถ้าได้ฟังคำพูดของอาจารย์ที่บอกกับคุณลุงแล้วนะ มันไม่มีอะไรในโลกนี้ที่แย่ไปกว่าการที่อาจารย์บอกคุณประมาณว่า มะเร็งนั้นมันกลับมาเป็นซ้ำแล้วเราทำอะไรกับมันไม่ได้แล้ว พูดแล้วอยากร้องไห้ (ตอนที่ยืนดูอาจารย์บอกคุณลุง ณ ตอนนั้น ฉันอยากร้องไห้จริงๆนะ) มันเศร้ามาก (สมมติว่าเป็นฉันนะ คนที่นั่งอยู่ตรงนั้น รอฟังอาจารย์แจ้งข่าวร้ายว่า เกิด recurrent ฉันคงไม่ขอฟังประโยคที่อาจารย์บอกกับคุณลุงแน่นอน แต่ฉันขอเปลี่ยนคำพูดทั้งประโยคนั้นว่า ถ้าเกิด recurrent จริง อาจารย์ต้องพูดกับหนูว่า "ถึงเวลาที่หนูต้องออกเดินทางไปเที่ยวในที่ๆหนูอยากไปแล้วนะ ที่ไหนก็ได้ ไปเจอเพื่อนๆที่หนูอยากไปเจอ" แทนคำว่า "หนูกำลังป่วยเป็นมะเร็งอีกครั้ง" ทั้งที่ความหมายเดียวกัน แต่ฟังดูแล้วจรรโลงใจกว่ากันเยอะนะ ฉันกำลังจะได้ไปเที่ยว :p
 
(ไปเที่ยวนี่คือไปเที่ยวก่อนกลับมารักษาตัวนะ คือแพลนไว้อย่างนั้นจริงๆ และอาจารย์สุทินต้องเป็นคนอนุญาตให้ฉันไปเท่านั้น ตอนนี้ก็เก็บเงินรอไปเที่ยวแล้วกัน ว่ะฮ่ะฮ้า)
 

 
พอเดินมาถึงคลินิค pain เราเจออาจารย์ดาราพร ซึ่งถามเราว่าอาจารย์ท่านใดส่งมา consult คะ ฉันก็ตอบไปว่าอาจารย์สุทินค่ะ แค่นั้นแหละ อาจารย์ก็เรียกน้องปีห้าทียังไม่เปิดชาร์ต TMD มาซักประวัติฉัน (น้องเล่าว่าถ้ามาตรวจตอน 11 โมง ปกติ อ.จะนัดให้มาตรวจบ่ายอีกที แสดงว่าเราเป็นคนไข้ที่พิเศษมาก) ตรวจเสร็จเที่ยงครึ่ง ก่อนกลับอาจารย์ถามว่า "หนูทานยาอะไรอยู่หรือเปล่าลูก" ฉันตอบว่า diclofenac 50 mg ค่ะ "แล้วใครสั่งจ่ายยาให้หนูคะ อาจารย์สุทินเหรอ" อ๋อเปล่าค่ะ หนูสั่งจ่ายยาให้ตัวหนูเอง อ.ฟังแล้วก็หัวเราะ "ต่อไปนี้ให้หนูกินมื้อละเม็ดหลังอาหาร กินต่อเนื่อง 7 วัน แล้วสัปดาห์หน้ามาพบอาจารย์อีกที แต่ตอนนี้ อ.ขอดูฟิล์มหนูก่อน เดี๋ยวให้เด็กไปเอามาให้" (คือฟิล์มไม่ได้เอามาจากห้องศัลย์) "อาจารย์คะ หนูไม่สะดวกมาพบอาจารย์ในสัปดาห์หน้าค่ะ หนูขอมาพบอาจารย์เวลาที่หนูมีอาการได้มั้ยคะ หนูจะกินยาตามที่อาจารย์สั่งและหนูจะมาตรวจอีกทีเดือนธันวาคม แล้วจะมาพบอาจารย์ค่ะ และหนูจะให้น้องคนนี้ (มองไปยังโยธาจันทร์) ติดตามผลฟิล์มที่อาจารย์อ่านนะคะ" พูดจบ อาจารย์ก็ดีลนะ ตามที่ฉันบอก
 
 
 
17-09-56  u/s whole abdomen
 
อัลตราซาวด์ธรรมดาก็ว่าไม่ชอบทำแล้วนะ นี่ยังต้องทำอัลตราซาวด์ดูรังไข่และมดลูกอีก จำเป็นมากที่ต้องกลั้นปัสสาวะขณะทำ และต้องปวดปัสสาวะมากๆเท่านั้น เพื่อตัวคนไข้เอง (พยาบาลบอกฉันอย่างนั้น) ก็ได้ค่ะ ตะวันก็ดื่มน้ำเลย 2.2 ลิตร ใช้เวลา 45 นาทีก็วิ่งเข้าห้องอัลตราซาวด์พร้อมกับทำหน้าทำตาว่า "อดทนอดกลั้น" แทบจะไม่ไหวแล้วค่ะ ฉันมองดูหน้าคุณหมอที่ทำแล้วก็ปลงเพราะจำได้ว่าปีที่แล้วก็ อ. คนนี้ที่ทำให้ แถมก่อนทำในครั้งนี้ยังถามเราอีกว่า "จำหมอได้มั้ย ที่ตรวจให้เราเมื่อปีที่แล้ว" เป็นเรื่องไม่ธรรมดาที่คุณหมอทำอัลตราซาวด์จะจำคนไข้ได้ เพราะทำแค่สิบนาทีก็เสร็จ แถมฉันทำปีละครั้ง น่าอายนะที่ให้คุณหมอดูพุงเป็นครั้งที่สองเนี่ย Ovary ดูปกติดี (แต่ไม่กล้าถามว่า Cyst 4 ซม. ของหนูที่เคยมีหายไปไหนคะ อาจารย์หาไม่เจอหรือเปล่า) ตับมีอะไรสักอย่าง ต้องรอมิสจิ๊บอ่านผลให้ จบการรายงานข่าวการไปตรวจฟังก์ชั่นตับ ไต รังไข่และลูกมด :)
 
อ้อก่อนจะจบ..ฉันขอพูดถึงคุณลุงคนนั้นอีกนิด ฉันเข้าใจคุณลุงคนนั้นนะ ก่อนรักษาคุณลุงคงหวังว่าจะหาย แต่ตอนนี้คุณลุงคงหวังอยากให้การรักษาที่คุณลุงยอมเจ็บตัวในการผ่าตัดและฉายแสงนั้น ซื้อเวลาให้กับคุณลุงบ้าง แต่ไม่เลย ฉันว่าตอนนี้คุณลุงคนนั้นคงหวังแค่ว่า ก่อนจะจากโลกนี้ไป คุณลุงจะไม่รู้สึกเจ็บปวดและทรมานมากจนเกินไป ก็คงเพียงพอแล้วมั้ง (บางส่วนมันก็คือความคิดของฉันเอง ฉันคิดไว้ว่าจะหวังแค่เพียงอย่างหลังเป็นพอ) ฉันบอกใครหลายๆคน ในหลายๆครั้งว่า คนที่เป็นป่วยเป็นมะเร็งทุกคน ไม่ว่าจะป่วยตอนช่วงอายุไหน ก็เหมือนว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลาย ซึ่งช่วงบั้นปลายนั้นจะมีเวลาเหลืออีกสักกี่ปีกันเชียว ยกตัวอย่างเช่นฉัน ชีวิตในช่วงอายุ 30-40-50 ปีจะไม่มีนะ แต่จะก้าวผ่านไปยังช่วงบั้นปลายของชีวิตเลย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงพยายามจะมีความสุขในทุกๆวัน และถือเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดในชีวิต เพราะฉันไม่รู้ว่าฉันจะกลับมาป่วยอีกครั้งวันไหน แต่ฉันบอกตัวเองไว้แล้วล่ะว่า ข้อดีของการที่เสียชีวิตขณะที่อายุยังน้อยคือคนอื่นจะมองภาพตอนเราแก่ว่าเป็นยังไงไม่ได้เลย เขาจะจำภาพสุดท้ายก่อนที่เราจะเสียชีวิต และฉันในตอนนั้น อายุยังน้อยนะ
 
แน่ะ โลกสวยมากพอมั้ย? ..ก็คิดได้นะตะวัน.. Cool
 

 
Smile like you've never cried, fight like you've never lost,
love like you've never been hurt, and live like you’ll die tomorrow.
 
ขอขอบคุณ..คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำหรับเรื่องราวทั้งหมดค่ะ Cool
 

Comment

Comment:

Tweet

สู้ๆนะครับ เป็นกำลังใจให้ครับ
ไม่ได้เข้ามาอ่านนานแล้ว รู้สึกตกใจกับข่าวที่ได้รับ แต่สำหรับคุณตะวันแล้ว แม้ว่าจะเป็นออกไปท่องเที่ยวอีกรอบแบบนี้ คงต้องบอกว่า "ขอให้โชคดีในการเดินทางนะคะ"
"ข้อดีของการที่เสียชีวิตขณะที่อายุยังน้อยคือคนอื่นจะมองภาพตอนเราแก่ว่าเป็นยังไงไม่ได้เลย เขาจะจำภาพสุดท้ายก่อนที่เราจะเสียชีวิต และฉันในตอนนั้น อายุยังน้อยนะ" ชอบตรงนี้จัง ข้อดีอีกอย่างคือเราจะไม่ประมาทในชีวิตค่ะ คนธรรมดาๆ ไม่ค่อยจะเห็นคุณค่าของเวลาในชีวิตเท่าไหร่ ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ด้วยความเคยชิน แต่สำหรับคุณแล้วชีวิตคุณมีความหมายมากนะ อย่างน้อยการที่มาบอกเล่าเรื่องราวในนี้ก็สามารถเป็นกำลังใจให้กับคนที่มีชีวิตอยู่ต่อได้อีกหลายๆ คนเลยค่ะ big smile big smile Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
Hot! Hot! Hot!

#8 By Simplificity on 2013-09-21 14:01

ขอบคุณสำหรับกำลังใจจากทุกคนนะคะ รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ อบอุ่นดีจัง big smile

#7 By Tawan Shine on 2013-09-20 18:50

สู้ๆนะคะคุณตะวัน
เป็นกำลังใจให้นะคะbig smile  

#5 By puppy on 2013-09-19 15:34

เป็นกำลังใจให้นะคะ เข้าใจเลย เรามีญาติที่ป่วยเป็นมะเร็งหลายคน ตอนนี้ก็ไปเที่ยวไม่กลับกันหมดแล้ว
เรานี้ต้องไป u/s ทุก 3 เดือนเลยค่ะเพราะเรามีประวัติเป็น Lt dermoid cyst ตัดไปแล้ว เหลือข้างขวาที่ต้องดูแลอย่างดี เพราะเราอยากมีลูกมาก ไปจนชินหมอค่ะ จะหมอ ญ หรือ ช (เราชอบหมอผู้ชายนะ มือเบา สบายใจ หมอผู้หญิงชอบทำเราเจ็บ 555+
สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
ป.ล. เราอยู่ขอนแก่นนะ มีอะไรต้องการให้ช่วยอะไร ปรึกษาได้นะ

#4 By - な み だ の 風 - on 2013-09-19 11:40

ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะคะ
อ่านแล้วรู้สึกอย่างจะใช้ชีวิตทุกๆวัน
ให้คุ้มค่าให้มีความสุขมากๆ
ทำดีกับคนรอบข้างเยอะๆ
เพราะไม่รู้ว่าวันไหน
ที่จะต้องจากกันไปเหมือนกัน Hot!

#3 By Charlotte on 2013-09-18 22:03

ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะคุณ @shakri ถ้าอยากรู้เกี่ยวกับมุมมองของคนป่วยโรคมะเร็งแบบแปลกๆ เชิญอ่าน blog ย้อนหลังได้นะคะ big smile big smile
ถ้ามีเรื่องเล่า สัญญาไว้ว่าจะมาเล่าให้ฟังเรื่อยๆค่ะ question

#2 By Tawan Shine on 2013-09-18 16:40

เป็นกำลังใจให้แผนเที่ยวราบรื่นและมีความสุขนะคะ
คุณหมอท่านพูดดีจริง ๆ

ขอบคุณที่มาเล่าให้เราฟังค่ะ

#1 By เมพหมี shakri on 2013-09-18 10:13

Code Here.