สมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย ด้วยความที่ฉันเป็นคนอัธยาศัยดี ฉันจึงได้มีโอกาสเรียนรู้และเจอผู้คนมากมาย ยังเคยบอกตัวเองเลยว่า "ฉันต้องทำความรู้จักเพื่อนใหม่วันละหนึ่งคน" เพื่อที่ว่าวันข้างหน้าถ้าฉันอยากไปเที่ยวทีจังหวัดไหน หรือมีธุระต้องไปทำทีอื่น ฉันจะมีเพื่อนที่ฉันเคยทำความรู้จักไว้ในวันนี้ ให้ฉันพึ่งพาได้ในวันหน้า แล้วใครจะรู้ว่าวันนี้ฉันก็ถูกพึ่งพาได้เหมือนกันนะ Embarassed
 

 
ปลายเดือนกันยายน เพื่อนคนหนึ่งใน facebook ส่งข้อความมาขอเบอร์โทรศัพท์ฉัน ก็เอะใจแล้วว่าต้องมีเรื่องราวอะไรแน่ๆ (เพราะตัวเพื่อนคนนี้ ลำพังก็ปรึกษาการเข้าคีโมผ่านข้อความอยู่แล้ว ไม่เคยต้องโทรศัพท์หากัน เพราะเธอเป็นมะเร็งที่มดลูก) ฉันเลยถามกลับไปว่า "มีญาติที่กำลังป่วยเป็นมะเร็งที่ลิ้นหรือเปล่า" เพื่อนก็บอกว่าใช่ ฉันก็พิมพ์บอกเบอร์ฉันไป พร้อมกับฝากบอกญาติของเพื่อนว่า "โทรมาได้ตลอดเลยนะ เรายินดีให้คำปรึกษา ไม่ต้องเกรงใจ" ไม่นานนักก็มีสายหนึ่งสายโทรเข้ามา เป็นคุณแม่ของน้องสาวคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้น้องกำลังป่วยเป็นมะเร็งลิ้นระยะสุดท้าย ถามไถ่อายุของน้องสาว คำตอบคือ 17 ปี (นี่ทำลายสถิติเด็กที่อายุน้อยที่สุดที่เป็นมะเร็งลิ้นได้เลยนะ) ฉันได้คุยกับทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวคนนั้น รู้สึกได้ว่าทั้งคุณพ่อและคุณแม่ตื่นเต้น จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าควรทำอย่างไร เตรียมตัวรับมือกับเรื่องร้ายอย่างไร เพราะลูกสาวกำลังจะถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ฉันให้คำปรึกษาตั้งแต่วันนั้น จนกระทั้งน้องสาวผ่าตัดเสร็จ และเริ่มขั้นตอนการฉายแสง ด้วยความที่เราเคยอยู่ในสถานการณ์นั้นมาก่อน กับประสบการณ์ป่วยที่ต้องเรียนรู้เองทั้งหมด ไม่มีใครบอกว่าเราต้องเจอกับอะไร ต้องเจอความเจ็บปวดขนาดไหน เราเรียนรู้เอง เพราะไม่มีใครบอก เราจึงเตรียมความอดทนที่คิดว่ามากพอแล้ว แต่พอเจอความทรมานด้วยตัวเอง เราจึงได้รู้ว่าเราเตรียมความอดทนนั้นมาน้อยเกินไป มันทำให้ตัวฉันท้อ ท้อจนฉันอยากบอกลาความทรมานนั้นด้วยความตาย ฉันจึงตั้งใจบอกน้องทุกอย่างว่าการผ่าตัด ช่วงที่นอนโรงพยาบาล น้องต้องเจอกับอะไร การดูดเสมหะที่น้องต้องไอจนตัวโยน เจ็บร้าวไปหมดทั้งซี่โครง การฉายแสงที่จะมีแผลเกิดขึ้นในช่องปากและในคอ สายยางที่จมูกจะทำให้หนูรู้สึกเจ็บและระคายเคือง ทุกอย่างที่พี่พูดไปไม่ได้ต้องการให้หนูรู้สึกกลัว แต่พี่บอกให้หนูรู้ว่าหนูต้องเจอกับอะไร เมื่อหนูรู้แล้ว ที่เหลือก็แค่อดทนให้มากพอ เพื่อที่จะผ่านเรื่องร้ายๆนี้ไปให้ได้ ในเมื่อพี่คนนี้่ผ่านมันมาได้ หนูก็ต้องผ่านมันไปได้เหมือนกัน
 

 
จากประสบกาณ์การได้พูดคุยกับคนไข้มาหลายคน แต่ละคนมีความคิดแตกต่างกันไป กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ และจะเป็นสิ่งแรกที่ฉันสัมผัสได้ ว่าคนไข้รู้สึกอยากมีชีวิต หรือแค่พูดว่าอยากมีชีวิต แต่สำหรับน้องคนนี้ ฉันรู้สึกได้ว่าน้องมีความพยายามที่จะอยู่บนโลกใบนี้และใช้ชีวิตบนโรคนี้ไปพร้อมกันๆ น้องอายุแค่ 17 ฉันเองก็ไม่กล้าคาดหวังอะไร (เพราะฉันเคยเจอคนไข้เด็กอายุ 18 เป็นมะเร็งที่ลิ้นเหมือนกัน ซึ่งตอนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว หลังการรักษาได้เพียงหนึ่งปี) แต่น้องพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าน้องมีความพยายาม น้องจะคอยถามอะไรก็ตามที่น้องสงสัย "พี่ตะวันหัดเคี้ยวยังไงคะ ต้องกินยังไง ต้องฝึกกลืนยังไง หนูอยากกลืนได้เร็วๆ จะได้กินอาหารเองได้ เพราะหนูอยากอยู่กับแม่ไปนานๆ" และอีกหลายอย่างที่น้องถาม นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่น้องโฟกัสที่เรื่องปัจจุบัน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่น้องเริ่มถามเรื่องในอนาคตเช่นว่า อีกนานมั้ยคะกว่าจะหายเป็นปกติ หนูจะกลับไปเรียนหนังสือกับเพื่อนๆได้มั้ยคะ แล้วหนูไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มั้ย? มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้คำตอบเหล่านี้ 
 
ทุกครั้งที่น้องถาม ฉันจะยกตัวอย่างคนไข้คนอื่นๆให้น้องฟังไปด้วย ว่าเขาเป็นมะเร็งระยะที่เท่าไหร่ ผ่าตัดไปเยอะแค่ไหน เวลาที่ฟื้นตัวช้าเร็วต่างกัน (น้องผ่าลิ้นออกไป 'ทั้งหมด' ต่างกับฉันซึ่งผ่า'เกือบทั้งหมด' เพราะฉะนั้นน้องจะมีปัญหาในเรื่องการฝึกกลืนในช่วงหลังการผ่าตัด เพราะโคนลิ้นน้องไม่เหลือเลย เหลือเนื้อลิ้นขนาดไม่ถึง 1 ตร.ซม บริเวณด้านหลังฟันซี่สุดท้ายด้านซ้าย นับว่าเหลือน้อยมาก ได้แต่ภาวนาขอให้โคนลิ้นน้องนั้นแผ่ออกมาได้บ้าง น้องจะได้มีกล้ามเนื้อที่ช่วยในการกลืน) และฉันไม่อยากให้น้องสาวคาดหวังว่าเราจะต้องเป็นอย่างคนไข้คนอื่น เพราะทุกอย่าง ทุกขั้นตอนในการรักษา ต้องการเวลาแตกต่างกันไป และเราต้องมองทุกอย่างบนความเป็นจริง รวมไปถึงการใช้ชีวิตที่เหลือบนความเป็นจริงด้วย การผ่าตัดได้ผ่านพ้นไปแล้ว หน้าที่ของคุณหมอได้จบลงแล้ว ต่อจากนี้..เวลานี้เป็นหน้าที่ของคนไข้อย่างหนู หนูต้องมีความพยายามและอดทนกับผลอะไรก็ตามที่ตามมาหลังการรักษาตัวทั้งสามขั้นตอน ทั้งการผ่าตัด ฉายแสงและเข้าคีโม (complications แตกต่างกันไป) หนูต้องมีวินัยในตัวเอง ต้องพยายามฝึกกลืน และทำกายบริหารบริเวณช่วงคอ (เพราะผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองออกไป  บริเวณนี้จะรู้สึกตึงมากเป็นพิเศษ แรกๆหลังการผ่าตัด เวลาจะหันซ้ายขวาทีต้องหันทัั้งตัว ทุกวันนี้ฉันยังรู้สึกตึงๆอยู่ บางบริเวณก็ไม่มีความรู้สึก)
 
 
ฉันพยายามให้คำปรึกษาน้องอย่างดีที่สุด ด้วยความที่เราเจอความเจ็บปวดเหล่านี้มาก่อน โดยไม่มีใครชี้แนะหรือให้คำปรึกษา เหมือนเราต่อสู้โรคนี้เพียงลำพัง เราพูดกับใครไม่ได้ว่าเราทรมานมากแค่ไหน พูดไปคนรอบข้างก็จะคอยเป็นห่วงและกังวลเปล่าๆ ฉันอยากให้น้องรู้สึกว่า แม้ตัวเองจะป่วยเป็นโรคร้าย แต่หนูก็ไม่ได้ป่วยเพียงลำพัง ยังมีพี่คนนี้คอยบอกว่าน้องต้องเจอกับอะไร ต้องเตรียมการรับมือกับอะไร สุดท้ายแล้วน้องก็จะผ่านพ้นมันไปได้เหมือนพี่คนนี้ เพราะโรคนี้..หนูไม่ได้ป่วยเพียงลำพัง
 
พยายามบอกน้องทุกครั้ง ให้มีความสุขในทุกๆ วันที่เหลืออยู่ เพราะเมื่อวันหนึ่งที่เขากลับมาหาเรา เราจะได้ไม่เสียดายวันเวลา(ที่ไม่มีเขา)ในตอนนี้ เป็นกำลังใจให้น้องสาวตะวันคนนี้ด้วยนะคะ พรุ่งนี้เธอจะฉายแสงที่ 4 แล้วค่ะ Cool
 
 
 
ปล. 1. เคยมีคนถามว่ารู้จักน้องคนนี้ได้อย่างไร ฉันตอบปนขำๆไปว่า "ไม่ว่าเขาจะ(ป่วย)อยู่ที่ไหน คำว่า "มะเร็ง" จะนำพาฉันไปเจอและได้ช่วยเหลือพวกเขาเสมอ" แต่คนไข้ที่ฉันรู้จักส่วนใหญ่มักไม่รอดกัน หรือรอดก็ไม่เกินสองปี นั่นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับฉันนะ 
 
2. เพิ่งให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการฉายแสงให้กับเพื่อนแปลกหน้าคนหนึ่ง ซึ่ง inbox มาถามใน FB ได้เดือนกว่าแล้ว ตามมาจาก blox exteen รู้สึกเป็นเกียรติและรู้สึกว่าประสบการณ์การป่วยของตัวเองมีประโยชน์ต่อคนไข้ท่านอื่นค่ะ 
 
และ 3. ในขณะที่ตัวเรายังหายใจในสภาพปกติดี ยังมีอีกคนที่เริ่มนับเวลาถอยหลัง..เสมอ
ตราบใดที่ร่างกายยังแข็งแรงครบ 32 อยู่ อย่าท้อแท้นะคะ เป็นกำลังใจให้กับทุกคนค่ะ ^^
 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

@b-chan รู้สึกดีจริงๆนะเวลาที่ได้ช่วยคนอืนที่ป่วยเหมือนกันเรา แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน บางครั้งพี่ว่าเราไม่ต้องคุยกัน แต่เรามองตายังเข้าใจกันเลย เพราะเราผ่านอะไรมาเหมือนๆกัน big smile

#4 By Tawan Shine on 2013-11-18 19:31

เป็นกำลังใจให้น้องคนนั้นและพี่ตะวันค่ะ
เคยสังเกตเวลาาคนไข้จะผ่าตัดมะเร็งอาจารย์ต้องให้คนไข้ที่เคยผ่ามาแล้วมานั่งคุยกับคนที่กำลังจะผ่าตัด
บางครั้งคุณลุงที่ผ่าตัดไปเมื่อเดือนก่อนเดินขึ้นมาที่วอร์ดพาลุงอีกคนที่พึ่งผ่าตัดไปมาเดินที่สวน เดินไปคุยไป หนูคิดว่าบรรยากาศคงเหมือนพี่ตะวันกับน้องคนนี้
^^ สู้ๆทั้งคู่เลยนะคะ

#3 By B_Chan on 2013-11-17 23:31

@faas ขอบคุณค่ะฟ้าใส big smile big smile

#2 By Tawan Shine on 2013-11-17 21:30

อ่านแล้วตื้นตันใจจัง 

ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจนะคะ

#1 By li • FaAS • il on 2013-11-17 16:34

Code Here.